แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ soul แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ soul แสดงบทความทั้งหมด

29 พฤษภาคม 2555

เมื่อหมอบอกว่าไม่มีทางรักษา พวกเขาไม่ยอมแพ้

เมื่อหมอบอกว่าโรคนี้ไม่มีทางรักษา
ไม่หรอก เขาจะบอกว่าผมจะพยายามอย่างเต็มที่
คนส่วนใหญ่จะยอมรับโดยดุษณี
แล้วฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่หมอ

แต่ไม่ใช่ Augusto และ Michaela Odone เมื่อบุตรชายของพวกเขา Lorenzo Odone ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงทางพันธุกรรมที่ไม่มีทางรักษา ALD พวกเขาปฏิเสธการพยากรณ์โรคระยะสุดท้ายของหมอ และเริ่มต้นค้นคว้าหาทางรักษาโรคที่ไม่มีทางรักษานี้ ทั้งที่ไม่มีความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ ในระหว่างที่อาการของ Lorenzo กำลังแย่ลงไปเรื่อยๆ เด็กชายเริ่มเดินไม่ได้ พูดไม่ได้ กระทั่งไม่สามารถสำลักออกมา หากมีอะไรหลุดเข้าในหลอดลม ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนที่เป็น ALD เสียชีวิตในที่สุด

หลังจากกินนอนในห้องสมุดทางการแพทย์ เรียนรู้เกี่ยวกับโรค ALD ที่เกิดจากการสะสมของ VLCFA กรดไขมันสายยาวมาก ภายในสมอง พวกเขาค้นคว้างานวิจัยต่างๆ จนได้แนวคิดในการรักษาขึ้นมาใหม่ โดยใช้ไขมันอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อทานเข้าไปแล้วจะช่วยลด VLCFA ในสมองของผู้ป่วยได้ น้ำมันชนิดนั้นถูกตั้งชื่อว่า Lorenzo's oil ปัจจุบันใช้สำหรับป้องกันไม่ให้เด็กที่เริ่มเป็น ALD มีอาการมากขึ้น แต่มันสายเกินไปแล้วสำหรับ Lorenzo เมื่อสมองเด็กชายถูกทำลายไปจนเกินกว่าที่จะแก้ไขได้

เรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ของครอบครัว Odone ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลีวู้ดชื่อ Lorenzo's Oil นำแสดงโดย Nick Nolte และ Susan Sarandon ออกฉายในปี 1992  เรื่องในหนังจบลงเมื่อ Lorenzo อายุ 14 ปีและเริ่มมีอาการดีขึ้น กระดิกนิ้วและกระพริบตาสื่อสารกับพ่อแม่ได้ หลังจากนั้นเขามีชีวิตยืนยาวไปจนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2008 หนึ่งวันหลังจากวันเกิดครบรอบ 30 ปีของเขา
"Certainly, he has good days and bad days, he is bedridden and he cannot eat more than through a tube… but his mind is still there. He likes that we read to him, that we play music for him and he knows who is around him"
Phil Collins นำบทกวีที่ Augusto แต่งให้ Lorenzo มาทำเป็นเพลงชื่อ Lorenzo ในปี 1996 ในอัลบั้ม  Dance into the Light


Once upon a time I made a lion roar -
he was sleeping in the sunbeams on the old zoo floor.
I had gone to see the park where my papa used to play,
it's called called Villa Borghese and it's on the way
to East Africa.
Down on Grand Comoro Island, where I grew past four,
I could swim and fish and snorkel on the ocean floor,
and the wind laughed, and the wind laughed through the trees as if to say,
here's a child who'll want the world to go his way
in East Africa, in East Africa.
Suddenly for me the world turned upside down -
far from my friends the lions and the dolphins came this awful sound.
Dark shadows, sounds of thunder raging over me,
came this monster called 'A-dre-no-leu-ko-dys-tro-phy'
Where's my East Africa?
Well they said, they said, they said (the ones who know it all)
they said from now on for you there will be no more standing tall,
so I took my parents' hands, I lifted my head to say
I'll just have to be a hero, there's no other way!
Back to East Africa
Back to East Africa
Back to East Africa
Come with me I'm going back, going back to East Africa.
แด่ครอบครัว Odone ผู้ไม่เคยยอมแพ้ _/|\_

8 พฤษภาคม 2555

เมื่อหมอบอกว่ารักษาไม่ได้ อย่าเชื่อ!


เมื่อคุณป่วยหนัก จนหมอและทุกๆ คนบอกว่าไม่มีทางรักษาได้

"อย่าเชื่อ!"

ร่างกายและจิตใจของมนุษย์มีความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองสูงมาก ไม่งั้นคงไม่รอดมาเป็นผู้ชนะบนโลกใบนี้ ในขณะที่วิทยาศาสตร์ยังเข้าใจร่างกายมนุษย์น้อยมาก เมื่อความรู้ทางการแพทย์บอกว่าโรคของคุณไม่มีทางรักษาหาย มันมีความหมายเพียงแค่ว่า "พวกเขา" ยังไม่รู้วิธีเท่านั้นเอง

Arthur Boorman เป็นพลร่มทหารผ่านศึกสงครามอ่าว การกระโดดร่มทำให้หลังและขาของเขาเสียไปจนไม่สามารถพยุงตัวเองโดยปราศจากไม้เท้าได้ หมอบอกเขาว่า เขาไม่มีทางกลับมาเดินได้

และเขายอมรับเช่นนั้นอยู่ 15 ปี

เขาน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่สามารถออกกำลังกายได้ ครูโยคะทุกคนปฏิเสธเขา จนกระทั่งเขาพบคนหนึ่งที่เชื่อว่าเขาจะต้องทำได้ นั่นแหละ เขาถึงเริ่มเชื่อว่าเขาจะต้องหาย ภายใน 6 เดือน เขาลดน้ำหนักได้ 45 กิโลกรัม ยืนขาเดียวยกอีกขาได้ถึงหัว เขาเดินได้ และเขาวิ่งได้!

หลังจากที่เสียเวลากับการยอมรับความเจ็บป่วยมา 15 ปี Arthur บอกว่า

"They were wrong... It was possible."

"Never underestimate what you can accomplish
when you believe in yourself."

"Never Give Up"

ลองดูวีดีโอที่แสดงให้เห็นพัฒนาการของเขาด้วยตาของตัวคุณเอง แล้วถามตัวเองว่ามีอะไรที่คุณคิดว่าคุณ "ทำไม่ได้" บ้าง



--

1 พฤษภาคม 2555

สารคดี The Buddha ของ David Grubin ที่คนไทยไม่ควรพลาด


David Grubin ผู้กำกับสารคดีระดับตำนานที่กวาดรางวัลมาเป็นภูเขา จะมาเล่าให้เราฟังถึงชีวิตและการเดินทางของพระพุทธเจ้า ผ่านเสียงของ Richard Gere กับมุมมองของกวีและนักวิจัยสาขาต่างๆ ผ่านภาพจากสถานที่ในอินเดีย และงานศิลปะอันทรงค่าที่รวบรวมเอาไว้ในสารคดี "The Buddha" ความยาว 2 ชั่วโมง ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ PBS ในสหรัฐอเมริกา

ฟังฝรั่งเล่าเรื่่องพระศาสดาของเราแล้วรู้สึกว่าจะเข้าใจง่ายกว่าที่ฟังจากครูตอนเด็ก หรืออ่านจากหนังสือ แม้ว่าเนื้อหาจะเหมือนกัน แต่สารดีนี้ดำเนินเรื่องไปพร้อมกับการอธิบายบริบทของสถานการณ์ ด้วยภาพประกอบ และคอมเมนต์จากผู้เชี่ยวชาญที่ทำให้เราเห็นภาพที่เกิดขึ้นเมื่อ 2600 ปีได้เหมือนกับได้ร่วมเดินทางไปกับพระองค์ด้วย เพราะสารคดีพยายามช่วยให้เราเข้าใจบริบท แรงจูงใจ และเหตุผลในการตัดสินใจของพระองค์ในช่วงสำคัญต่างๆ อยู่ตลอดเวลา

ดูแล้วอาจจะรู้สึกว่ากวีและผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เข้าใจพุทธศาสนามากกว่าคนไทยเสียอีก

หมายเหตุ
เนื้อหาในสารคดีมาจากพุทธศาสนาทางสายมหายาน เข้าใจว่าเกิดจากมหายานเติบโตในอเมริกามากกว่าเถรวาท เนื้อหาจึงมีความคลาดเคลื่อนจากความเข้าใจของพุทธศานิกชนสายเถรวาทอย่างพวกเราอยู่บ้าง เช่น

  • พระพุทธเจ้า ยังคงมีความโศกเศร้า สิ้นหวัง และร้องไห้ได้ เพราะพระพุทธเจ้าก็เป็นมนุษย์
  • เราไม่สามารถกำจัดตัณหาได้ นิพพานคือการค้นพบพุทธะในตัวเรา ไม่ใช่การกำจัดกิเลสจนหมด

วีดีโอ

  • วีดีโอที่ PBS -  มีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษซึ่งเปิดโดยกดที่ปุ่ม CC 
Watch Full Program on PBS. See more from The Buddha.


อ่านเพิ่มเติม

22 มีนาคม 2555

ทำไมคุณต้องฆ่าคน


อัลกออิดะห์ ทำไมคุณต้องฆ่าคนอีก
เพื่อพิสูจน์ว่าพี่น้องของคุณเป็นเหยือ
และอเมริกันเป็นคนเลวทราม
เพื่อดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในอิสราเอล
เพื่อไปสู่รัฐในฝันของคุณ

อัลกออิดะห์ แล้วความฝันของฉันล่ะ
แล้วพี่น้องของฉันที่ต้องสูญเสียไป
หรือว่าเขาเป็นคนเลวทราม
หรือว่าเขาไม่ควรอยู่บนดินแดนของคุณ
ยามเมื่อพ่อแม่เสียลูกสาวไป
ใครกันหนอที่เป็นเหยื่อของใคร

ความรุนแรงจะหยุดความเกลียดชังได้อย่างไร
สันติและความรักเท่านั้นทำได้
อัลกออิดะห์ ทำไมคุณต้องฆ่าคนต่อไป
เขาคือญาติ คือพี่น้องของคุณ หรือไม่
ไม่มีใครตายโดยไม่มีคนเสียใจ
ความโกรธแค้นจะจบลงได้
เมื่อคุณให้อภัย

อัลกออิดะห์ สัญญากับฉันนะว่า
จะไม่มีศพต่อไป


erwinlux
Monday, October 18, 2010 at 9:08pm

เขาไม่ได้ทำเพื่อเรา


เหนื่อยแค่ไหนยอมสู้
เดินฝ่ากระสุนทำได้
นอนกลางดินภูมิใจ
เขาจะพาไปที่ใด
แน่ใจไหม
จุดหมายเดียวกับเรา

ต้องระเบิดสักกี่หน
กว่าที่คนจะมองเห็น
ต้องสูญเสียสักกี่คน
กว่ามวลชนจะเข้าใจ
เลือดเนื้อที่เสียไป
เปลืองเปล่า
เพราะเขาไม่ได้ทำเพื่อเรา

dawvon
Sunday, October 17, 2010 at 11:20am

ข้อคิดวันเกิด 2010


ชีวิตไม่มีอะไรมากมาย เกิดมา ใช้ทรัพยากรให้น้อย สร้างสรรค์ให้มาก ทำโลกให้น่าอยู่ หน้าที่ที่ต้องทำให้ลุล่วงมีอยู่ ตายแล้วก็อดทำ เวลามีน้อยต้องใช้ให้เป็น

จะพยายามรักตัวเองให้ได้ มีความสุขง่ายๆ โง่ให้น้อยลง เลิกใจร้อน รู้ตัวให้ได้มากๆ จะได้เลิกหาความทุกข์ใส่ตัว

จะดูแลเครื่องมือที่ใช้อยู่ให้ดี ร่างกาย สมอง จิตใจ ขอบคุณหัวใจที่ยังเต้น ขอบคุณปอดที่ยังคงหายใจ ขอบคุณสมองที่ยังสั่งการ ผิดจากนี้คงนั่งอยู่ตรงนี้ไม่ได้

ขอบคุณพ่อแม่ พี่ชาย และครอบครัว ที่ให้ชีวิตและดูแลให้รอดเติบโตขึ้นนับจากวันที่แม้ยืนยังทำไม่ได้ ขอบคุณคนรอบตัวและสังคมที่ทำให้วันนี้ยังยืนอยู่ได้ ผิดจากนี้คงไม่น่าอยู่เท่าไหร่

แม้ใครจะว่าสังคมไทยจะเลวร้ายอย่างไร แต่ที่มีแรงทำอะไรอยู่ตรงนี้ก็เพราะเราทุกคนช่วยเหลือกันและกัน วันนี้ติดหนี้บุญคุณคนมากมาย ทำได้แต่มอบสิ่งที่ดีให้คนต่อไป เพื่อให้คนต่อไปอีกเรื่อยไป

ถ้าชีวิตไม่มีคุณค่าในตัวมันเองแล้ว เราจะอยู่กับตัวเองได้อย่างไร การสร้างคุณค่าให้กับชีวิตตัวเองทำให้มีความสุขได้แม้จะไม่มีอะไรเลย

Sunday, October 10, 2010

ทำไม


ในเมื่อท่านมีอำนาจไม่จำกัดและมีความดีงามสูงสุด
ทำไมโลกจึงยังมีความชั่วร้ายและทุกข์ระทม
ในเมื่อท่านเป็นผู้ออกแบบและสรรค์สร้างสรรพสิ่ง
ทำไมมวลมนุษย์จึงมีความบกพร่องทั้งร่างกายและจิตใจ
ในเมื่อท่านหยั่งรู้ในสรรพสิ่งตลอดเวลาและจักรวาล
ทำไมมนุษย์ต้องเผชิญบททดสอบที่ท่านย่อมรู้ผลลัพธ์ล่วงหน้า
ในเมื่อท่านเป็นผู้สร้างมนุษย์
ทำไมทุกคนไม่ถูกสร้างให้มีความสุขและทำความดีตลอดเวลา
ทำไมทุกคนไม่ถูกสร้างให้รู้จักและเชื่อมั่นในตัวท่านตั้งแต่แรก
ทำไมคนเช่นข้าจึงต้องถูกลงโทษชั่วนิรันดร์เมื่อสิ้นชีพ
แม้เพียรทำความดีสุดชีวิต เพียงเพราะไม่รู้จักท่าน
หรือแท้จริงท่านเป็นบางสิ่งที่เราบางคนไม่มีทางเข้าใจ
เพราะเราถูกสร้างให้ไม่มีวันเข้าใจ
หรือแท้จริงเราเป็นลูกที่ถูกท่านทอดทิ้ง
ให้ต้องรับผิดชอบชะตาชีวิตของตัวเอง
ด้วยตัวของตัวเอง.

Monday, August 23, 2010

17 มีนาคม 2555

ปัญหาที่ใครดี?


เวลามีปัญหา เพราะอะไรก็ตาม
หากเราติดนิสัยเอาความผิดไว้ที่คนอื่น
เราจะเป็นทุกข์ง่าย ตลอดเวลา
แต่ถ้าเราชอบเอาความผิดไว้ที่ตนเอง
จะทุกข์น้อยลงทันที

11 กุมภาพันธ์ 2555

ดัดจริต


ผมเป็นคนดัดจริต
ชอบคิดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง
สมมุติ ถ้าผมโกรธใครสักคน
เช่น โดนใครขับรถปาดหน้า
ผมอาจจะอยากเอาคืนหรือตามไปด่าเขาแรงๆ

แต่เนื่องจากผมขี้ขลาด
และนี่เป็นโอกาสเดียวในชีวิตที่จะได้เจอเขา
การทำให้เขาเข้าใจความผิดจึงไม่มีประโยชน์
ต่อผม

ผมจึงอวยพรให้เขาในใจด้วยความห่วงใย
เพราะครั้งหน้าเขาอาจถูกชนท้ายหากคันหลังยั้งไม่ทัน
หรืออาจโดนไล่ล่าเหมือนในหนัง
หากไปเจอกับคนอีกแบบพร้อมปืนในมือ

ดังนี้เองผมจึงเป็นคนดัดจริต
เพราะคนตรงคงต้องเอาคืนให้เจ็บใจเท่าเทียมกัน
ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
ความเกลียดชัง ต่อความเกลียดชัง
เลือดต่อเลือด.
By Stephen Poff

2 กุมภาพันธ์ 2555

โตขึ้น คนจะเลิกเล่มเกมเมื่อ?


สมัยเด็กผมชอบเล่นเกมมาก
เหมือนเด็กสมัยนี้คือต้องทำคะแนนชนะชาวบ้านให้ได้
โตขึ้นมาความชอบนั้นก็หายไป แม้พยายามจะเล่นก็ทนมันไม่ได้
แม้แต่เกมไพ่บนวินโดวส์

ผมเคยสงสัยว่าทำไมหลายคนชอบเล่นเกม บางคนอายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วก็ยังเล่นอยู่
มีบางคนที่ไม่เล่นเกมแล้วเหมือนกันอธิบายว่า เมื่ออายุมากขึ้น
เวลาเล่นเกมจะไม่สนุกเหมือนแต่ก่อน เลยต้องเลิกเล่น
ผมเอาเก็บไปคิด...

ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า ผู้ใหญ่ เวลาทำงานเสร็จจะมีความสุขมาก
ไม่ต่างไปจากเวลาเด็กเล่นเกมชนะ
งานยิ่งยากจะยิ่งมีความสุขมาก เหมือนเวลาชนะเกมยากๆ
ปัจจุบันผมมีความสุขเวลาเขียนโปรแกรมเสร็จไปส่วนหนึ่ง
หรือขายลูกค้าได้รายหนึ่ง หรือแม้เขียนบล็อกงามๆ เสร็จไปหนึ่งเรื่อง
มากกว่าหากผมเอาเวลานั้นไปเล่นเกม

ผมจึงสรุปได้ว่า
เมื่อโตขึ้น คนจะเลิกเล่นเกม เมื่อใช้เวลาเดียวกันไปทำงานจนสำเร็จ
ได้ความสุขมากกว่าใช้เวลานั้นไปเล่มเกม
หากยังมีความสุขจากการเล่มเกมมากกว่าความสำเร็จในการทำงาน
เขาย่อมลงทุนเวลาไปกันการเล่นเกมอยู่ จนกระทั่งความสุขจากงานชนะ
เมื่อนั้นเขาจะเล่นเกมอีกไม่ได้เลย เพราะมันกลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อจนทนไม่ได้

การเลิกเล่นเกมจึงไม่เกี่ยวกับอายุ!

By Ian D

28 มกราคม 2555

ที่พึ่งอันปลอดภัย


ทุกวันนี้พุทธศาสนิกชน พากันเดินทางห่างไปจากศาสนาพุทธไกลออกไปเรื่อยๆ

พวกเรานิยมความสะดวก หันไปพึ่งไสยศาสตร์สำเร็จรูปต่างๆ
ละทิ้งอุดมการณ์สำคัญที่พระพุทธเจ้าสอนเราว่า
เราต้องพึ่งตัวเราเอง
คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้
บุคคลผู้ฝึกตนดีแล้ว
ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้แสนยาก
-- ธรรมบท, พระพุทธเจ้า

หลายคนถือเอาเดียรถีย์ที่อ้างว่าสามารถแก้กรรมได้ เป็นที่พึ่ง
ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นแนวคิดนอกศาสนาพุทธ แต่ใจก็ศรัทธา
เพราะเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการปฏิบัติตามอริยมรรค
ตนทำบาปเอง ตนก็เศร้าหมองเอง
ตนไม่ทำบาป ตนก็บริสุทธิ์เอง
ความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตน
คนอื่นจะให้คนอื่นบริสุทธิ์แทนไม่ได้
-- ธรรมบท, พระพุทธเจ้า

หลังจากที่หมดโอกาสได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ผ่านไปสองพันห้าร้อยกว่าปี
มาวันนี้บางคนถือปฏิมากรรมเกี่ยวกับพระองค์
อย่างพระพุทธรูป หรือพระพุทธบาท เป็นที่พึ่ง
บางคนถือเอาเทวรูปของฮินดูเป็นที่พึ่ง ซึ่งเท่ากับเปลี่ยนศาสนา
เพราะศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่สำเร็จด้วยการร้องขอบนบานแบบฮินดู
แต่ด้วยการฝึกตนเอง โดยมีพระพุทธ พระธรรม พระอริยสงฆ์ เท่านั้น เป็นที่พึ่ง
"คนเป็นจำนวนมาก เมื่อภัยมาถึงตัว
พากันยึดเอาสิ่งต่าง ๆ เป็นที่พึ่ง
อาทิ ภูเขา ป่าไม้ สวน
ต้นไม้ และเจดีย์
นั่นมิใช่ที่พึ่งอันปลอดภัย
นั่นมิใช่ที่พึ่งอันสูงสุด
อาศัยที่พึ่งชนิดนั้น
ก็ไม่พ้นทุกข์ทั้งปวงได้
ผู้ถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
ย่อมเห็นอริยสัจด้วยปัญญาอันชอบ คือ
ทุกข์, เหตุของทุกข์, ความดับทุกข์ และ
อริยมรรคมีองค์แปด อันเป็นทางดับทุกข์
นั่นแลคือที่พึ่งอันปลอดภัย
นั่นคือที่พึ่งอันสูงสุด
คนเราอาศัยที่พึ่งชนิดนั้น
ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง"
-- ธรรมบท, พระพุทธจ้า

14 มกราคม 2555

วันแสดงเครื่องมือแห่งสงคราม


โดยความเห็นส่วนตัว ผมไม่อยากเห็นเด็กไปเที่ยวเล่นอาวุธสงครามในวันเด็ก วันที่เด็กๆ รอคอยมาทั้งปี วันที่เขาเป็นพระเอกนางเอกของชาติ ผมอยากให้เขาได้เรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้ชาติ เรียนรู้อดีตและอนาคต มากกว่าจะมาเรียนรู้เครื่องมือที่ใช้ประหารชีวิตคน

ผมคิดเช่นนั้นเพราะผมจำได้ว่าตอนเด็กๆ ก็ได้ไปเที่ยวในลักษณะนี้ และจำความรู้สึกได้ว่าได้รู้สึก
ชื่นชมกับเครื่องมือสังหารสุดเท่เหล่านั้น ซึ่งเป็นความรู้สึกเทียมที่ขัดต่อความเป็นจริง เหมือนเรื่องตุ๊กแกกินตับ หรือตอนดึกจะมีผี เพียงแต่อันนี้เราถูกหลอกให้ชอบแทนที่จะกลัว กว่าผมจะพอเข้าใจความจริงก็เมื่อเรียนได้เรียนรักษาดินแดน ได้ฝึกการใช้ปืนจากการสอนของทหารจริงๆ ที่มองเห็นจำนวนคนตายเป็นความสำเร็จ จึงนึกภาพออกว่าการฆ่านั้นเป็นอย่างไร และเครื่องมือในความทรงจำที่น่าตื่นเต้นนั้นแท้จริงน่ากลัวเพียงใด

พ้นจากยุคที่เราต้องสร้างอนาคตของชาติขึ้นมาเป็นทหารทุกคนเหมือนร้อยปีก่อน เดี๋ยวนี้เรามีอาชีพนักวิทยาศาสตร์ ครู วิศวกร หมอ ฯลฯ ที่สร้างอนาคตของชาติได้ ไม่จำเป็นแล้วที่จะต้องให้เด็กเล่นปืนเครื่องบินรบ และรถถัง ทั้งของจริงและของเล่น เรามีของเล่นที่สร้างสรรค์อย่าง Lego หรืออุปกรณ์ของอาชีพต่างๆ มากมายให้เด็กเล่น

ผมอยากให้เด็กได้ดูท้องฟ้าแล้วมองเห็นกาแล็กซี่ ให้เด็กมองในหยดน้ำแล้วเห็นจุลินทรีย์ ให้เด็กมองนาฬิกาแล้วเห็นเฟืองเกียร์ ให้เด็กได้เล่นสมมุติเป็นแม่ครัว เป็นครู เป็นพยาบาล เป็นพ่อค้า ผมอยากให้เด็กไทยรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรตั้งแต่เด็กๆ ไม่ใช่ถามแล้วทุกคนบอกว่าอยากเป็นนายก ครู พยาบาล แล้วก็ทหาร ไม่กี่อาชีพที่มีเครื่องแบบ เพราะไม่เคยนึกภาพออกเลยว่าอาชีพอย่างวิศวกร ทนาย หรือนักบัญชี เขาทำอะไรกัน

ผมไม่ได้แอนตี้ทหารนะครับ แต่ผมแอนตี้สงคราม และเราไม่จำเป็นต้องให้เด็กรู้จักเครื่องมือของสงครามตั้งแต่ตอนยังเล็ก รอให้เขาตัดสินใจแน่นอนแล้วค่อยให้เขาได้ฝึกใช้มัน ก็ไม่ได้ทำให้เขาเก่งน้อยกว่าคนที่จับมันมาในตอนเด็ก พอๆ กับเหล้าที่ทำให้คนเมาได้เท่านั้น อาวุธสงครามก็ทำให้คนตายได้เท่านั้น ผมจึงเห็นว่าอาวุธสงครามไม่ใช่รางวัลแห่งจินตนาการที่เด็กๆ สมควรจะได้รับในวันนี้เลย.

9 มกราคม 2555

ทุกคนมีเวลา "ไม่" เท่ากัน


เวลาคนอื่นจะกระตุ้นให้เรากระตือรือร้นก็จะบอกว่า "ทุกคนมีเวลา 24 ชม.เท่ากัน"

ผมเถียงขาด "ไม่จริงครับ!"

หลายคนมีเวลาทำหน้าที่ 8 ชม. ใช้ 3 ชม.กับเดินทาง กับ 5 ชม.สันทนาการ ไม่ดูทีวีก็ช็อปปิงหรือเล่นเกม เหลือจากนั้นจึงพักผ่อนไม่เกิน 8 ชม.

แต่ถ้า 5 ชม.สันทนาการไม่พอก็จะต้องพักผ่อนน้อยลง เพราะอย่างไรรวมแล้วก็ต้องได้ 24 ชม. แต่เป็นเรื่องที่หลายคนยอมเป็นบางครั้ง (เช่นบอลบางนัด) หรือเป็นปรกติ (ต้องทำแต้มในเกม)

บางคนบอก 5 ชม.นั้นเป็นการพักผ่อน ถ้างั้นทำไมเวลาที่เพิ่มกิจกรรมส่วนนี้แล้ว กลับรู้สึกเพลียจนวันรุ่งขึ้นทำอะไรไม่รู้เรื่องไปเลย จนจำเป็นต้องไป "พักผ่อน" ในที่ทำงานชดเชยส่วนที่ขาดหายไป

ดังนั้น ไม่ใช่ว่าทุกคนมีเวลา 24 ชม.เท่ากัน โลกไม่ได้ยุติธรรมขนาดนั้น เราต้องวัดกันว่ามีเวลาทำหน้าที่จริงๆ ได้กี่ ชม. ทำอะไรก็ตามที่สร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง หรือสังคมรอบตัว หรือทั้งสองอย่าง

บางคนเอาเปรียบชาวบ้าน เพราะมีเวลาทำหน้าที่ได้ 13 ชม.เพราะเขาไม่ดูทีวี ช็อปปิง หรือเล่นเกม บางคนมีเวลา 16 ชม. เพราะอ่านหนังสือหรือฟังหนังสือเสียงเวลาเดินทาง บางคนมีเวลามากกว่านั้นเพราะมีร่างกายพิเศษแบบมาร์กาเรต แทตเชอร์ ที่ต้องการนอนเพียงวันละ 4 ชม.

ทุกคนจึงมีเวลาไม่เท่ากัน

และนั่นแหละคือความอยุติธรรม ความไม่เสมอภาค เพราะเขาสามารถเติบโตในทางวุฒิภาวะ ในทางสังคม ในทางเศรษฐกิจ ได้มากกว่าคนที่มีเวลาน้อยกว่า

การแข่งกับคนแบบนี้ไม่แฟร์เลย เพราะต่อให้เรา (ในอุดมคติ) วิ่งแบบเต็มที่ตลอดวันละ 8 ชม. แต่เขาวิ่งวันละ 13-16 ชม. สัปดาห์หนึ่งเราวิ่ง 5 วัน แต่เขาวิ่งสัปดาห์ละ 7 วัน ปีหนึ่งเราน่าจะวิ่งได้ 20,800 km แต่เขาจะวิ่งได้ 47,320 km ถึง 58,240 km

แค่ปีเดียวยังเสียเปรียบกันขนาดนี้ แล้วถ้า 10 ปีล่ะ?

ถ้าคนเดียวยังเสียเปรียบขนาดนี้ แล้วถ้าเอาสองประเทศมาเทียบกันล่ะ?

เคยได้ยินคำว่า "ความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ" ของบางประเทศใช่ไหมครับ มันมหัศจรรย์ตรงที่เขาเอาเปรียบเรากันขนาดนี้ เพราะประเทศเหล่านี้ไม่ดูทีวีกันตลอดเวลาแบบคนไทย หรือเล่มเกมตลอดเวลาแบบเด็กไทย ในวัยที่มีแรงจะทำหน้าที่ได้มากที่สุด

ยิ่งอยุติธรรมเข้าไปอีก เมื่อคิดว่าทุกคนมีเวลาที่เหลือไม่เท่ากัน เรื่องนี้จึงเป็นปัญหาใหญ่ของทุกคนที่ต้องตัดสินใจสำหรับเวลาที่เหลือ

ความยุติธรรมไม่มีวันมาหาเราด้วยตัวเอง หากเราต้องการความยุติธรรม ไม่ว่าจะในระดับใด เป็นไปไม่ได้ด้วยการอยู่เฉยๆ แต่เราต้องสร้างความเปลี่ยนแปลง

เริ่มต้นที่ตัวเอง.

14 ธันวาคม 2554

สมมุติฐานที่ผิดเกี่ยวกับคุณค่าของการมีทางเลือก


สิ่งหนึ่งที่ผู้ใหญ่เรียนรู้เมื่อโตขึ้นคือ เรื่องที่ผู้ใหญ่เล่าตอนเราเด็กๆ ไม่จริงเสียเยอะ ราหูไม่ใช่คนมาอมพระจันทร์และพระอาทิตย์ นอนดึกไม่มีผีมาหลอก ทำของตัวเองเสียหายไม่มีตำรวจมาจับ เมื่อโตขึ้นเรารู้ว่าราหูก็คือโลก ผีก็ไม่มี และตำรวจก็ไม่มีด้วยซ้ำไป :P

ดังนั้นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทุกคนควรทำคือทบทวนเรื่องที่ถูกหลอกมาในตอนเด็ก สมมติฐานทุกเรื่องที่พ่อแม่และผู้ใหญ่ในวัยเด็กของเรา ไม่มีโอกาสได้เฉลยให้เราฟัง

สิ่งหนึ่งที่เราถูกผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลอกคือ อเมริกันคือสุดยอด คือปลายทางในการพัฒนาประเทศของเรา เราจึงรับวิธีคิดแบบอเมริกันไว้ครึ่งหัว จนถึงทุกวันนี้ จนมองภาพไปอย่างอื่นไม่ออก อย่างอุดมการณ์สูงสุดของอเมริกันคือการมีทางเลือก น่าแปลกไหมว่าคนไทยก็เชื่อตามนั้นไปแล้ว อย่างมองเป็นอย่างอื่น คือการไม่มีทางเลือก หรือมีทางเลือกน้อย หรือให้คนอื่นเลือก ไม่ออกเลยว่ามันดีอย่างไร ใช่ไหม?

ซีน่า ไอแยการ์ ชาวอเมริกันทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง "ทางเลือก" ทำให้เราเห็นว่าวิธีคิดแบบตะวันตก และตะวันออก นั้นแตกต่างไปอย่างมีเหตุผล และมีความเป็นมาที่เหมาะสม ทั้งชี้ให้เห็นด้วยงานวิจัยอย่างปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทางเลือกไม่ได้มากับความสุขเสมอไป การฝากทางเลือกไว้ที่สังคมและผู้ใหญ่ตามแบบตะวันออก ก็มีความเหมาะสมของมัน

เป็น TED Talks ที่น่าสนใจมากๆ เหมาะสำหรับคนที่เชื่อมั่นในหนทางตะวันตก ลองฟังฝรั่งดูบ้างจะได้มองเห็นว่านักวิชาการฝรั่งมักจะชอบวิถีชีวิตแบบตะวันออก ขณะที่ตรงข้ามนักวิชาการไทยบางคนจะชอบวิถีชีวิตแบบตะวันตก


Sheena Iyengar on the art of choosing

12 ธันวาคม 2554

คนในสังคมนั้น

ในสังคมที่ไม่เชื่อในความดี ไม่เชื่อในการรักษาความดี
ในสังคมที่ชื่นชมการทำผิดจริยธรรม ยอมรับได้กับคอรัปชัน
ในสังคมที่ติเตียนความดี ด้วยข้อกล่าวหาว่ามือถือสากปากถือศีล
คนในสังคมนั้นจึงใช้มือถือสากปากถือสากเข้าหากัน
ในนามของความจริงใจ และยอมรับสากของกันและกันว่าดี
พวกเขาเชื่อว่าเป้าหมายสำคัญกว่าหนทาง
และยอมรับว่าจะใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้ถึงเป้าหมาย
ในสังคมที่ความจริงไม่มีความหมาย เพราะขึ้นอยู่กับใครมอง
เพราะข้อมูลที่รับรู้กันจะถูกดัดแปลงไปทีละน้อยตลอดทาง
เพื่อช่วยเพิ่มความสำเร็จของเป้าหมาย
เพราะเป้าหมายสำคัญว่าหนทาง
และความตรงไปตรงมาเป็นเรื่องน่าขบขัน
ในสังคมที่ไม่เห็นค่าของสัจจะ คงหาสัจจะได้ยากเกินไป

11 ธันวาคม 2554

โลกไม่ได้เป็น zero-sum game เสมอไป

พักหลังเห็นคนชอบวาดภาพโลกแบบ zero-sum game และใช้มันกับทุกเรื่อง แต่ไม่จริงหรอก อย่างแต่ก่อนคนอาจมองว่านักธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันจะต้องแข่งกันเพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด แต่เดี๋ยวนี้นักธุรกิจกลับชอบคลัสเตอร์กันเพื่อทำให้ตลาดมันโตขึ้นด้วยซ้ำไป หรือเพื่อให้ตัวเองมีประสิทธิภาพมากขึ้นมีต้นทุนลดลง

คำถามคือเมื่อไหร่ที่โลกรอบตัวเราจะเป็น zero-sum game?

  • ถ้าเราเป็นผู้บริโภค โลกนี้จะเป็น zero-sum game เราต้องแย่งเอามาให้ได้มากที่สุดก่อนที่มันจะหมด นึกถึงน้ำมัน ไม้ ทอง และน้ำขวดหรือเรือในช่วงมหาอุทกภัยเป็นตัวอย่าง 
  • แต่ถ้าเราเป็นผู้ผลิต โลกก็จะเป็น non-zero-sum game ไม่จำเป็นที่คนหนึ่งได้แล้วอีกคนหนึ่งจะต้องเสีย หากทุกคน "ให้" คุณค่าบางอย่างออกไป นึกถึงอาหาร แรงงาน เวลา ความคิดสร้างสรรค์ หรือกำลังใจ
ไม่ว่าเราจะผลิต หรือให้บริการอะไร หรือใช้แรงงานไปเพื่อขับเคลื่อนสังคมให้ดำเนินไปตามหน้าที่ความรับผิดชอบขอบแต่ละคน หรือเราจะค้าขายเพื่อให้คนอื่นได้รับสินค้าและบริการจากอีกคน กิจกรรมเหลานี้ทำให้เกิดคุณค่ามากขึ้นกว่าหากไม่ได้ทำ หรือเพียงการที่เราให้เวลากับคนอื่นอย่างที่เรียกว่าการสังสรรค์ แต่ละคนต่างเสียเวลาไป แต่คุณค่าที่ได้กลับมาย่อมมากกว่าหากเราตัดสินใจใช้เวลากับสิ่งอื่น มิฉะนั้นเราคงไม่ทำกันบ่อยๆ ลองนึกถึงการให้เวลากับลูก หรือแม้แต่กับหมาหรือแมว ทั้งเราและเขาต่างก็ได้โดยที่ไม่มีใครเสีย

สังคมที่ซับซ้อนและพึ่งพากันมากๆ จะมีแนวโน้มเป็น non-zero-sum มากกว่าสังคมที่ต่างคนต่างอยู่
การมองโลกแบบ zero-sum หรือ non-zero-sum มีผลอย่างมากต่อพฤติกรรมของเราในสถานการณ์ต่างๆ หากเรามองสถานการณ์ตอนนั้นเป็นแบบ zero-sum เราก็จะพยายามแย่งเอามาให้ได้ก่อนคนอื่น แต่หากเรามองสถานการณ์ตอนนั้นเป็นแบบ non-zero-sum เราจะพยายามสร้างคุณค่าให้กับคนอื่น เพื่อที่ทุกคนจะได้ win-win

เป็นไปได้ไหมว่า เราอาจจะประเมินสถานการณ์บางอย่างผิด จากที่จริงเป็น non-zero-sum แต่เราเข้าใจว่าเป็น zero-sum ผลก็คือต่างคนต่างจะแย่งคุณค่าจากสนามนั้นไปจนหมด ทั้งที่จริงแล้วมันจะเติบโตและรุ่งเรืองต่อไปได้มาก แต่เมื่อทุกคนต่างคิดว่า "เดี๋ยวหมด" จึงแย่งกันจนมันหมดไปจริงๆ ดีไม่ดี ประเทศไทยอาจกำลังอยู่ในสภาพนั้นหรือเปล่า

ความคิดสร้างสรรค์

บริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ยืนอยู่บนความคิดนี้อย่างสุดขั้ว เพราะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำไปว่าตลาดไอทีจะขยายไปถึงไหน มันเริ่มครอบคลุมเข้ามาในชีวิตประจำวันของเราเกือบทั้งชีวิตแล้ว พวกเขาชอบที่จะสร้างเครื่องมืออะไรสักอย่างเพื่อให้พวกเราทำงานได้ดีขึ้น บ่อยครั้งที่สร้างให้ฟรีๆ ด้วยซ้ำไป แต่ถ้าเข้าใจว่าในสนามแห่งความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งเราทำประโยชน์ให้คนอื่นได้มาก เขาก็ยอมจ่ายให้เรามากเช่นกัน

จริงๆ Apple นั่นเองที่เป็นที่มาของบทความนี้ มีคนบอกว่า ไม่มีธุรกิจอะไรดีไปกว่าการทำประโยชน์ให้คนอื่น เพราะ Apple ได้สร้างอะไรมากมายให้เราใช้งานในชีวิตประจำวัน เพราะสิ่งนั้น Apple จึงกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ทั้งหมดโดยแทบไม่ต้องไปแย่งตลาดจาก Microsoft หรือ IBM ตลาดไอทีโลกเป็น non-zero-sum อย่างชัดเจน เพราะทุกคนสร้างสิ่งใหม่ตลอดเวลา

สำหรับชีวิตส่วนตัวของเราเอง ผมเชื่อว่าการมองแบบ zero-sum ตลอดเวลาทำให้เราเป็นทุกข์เปล่าๆ แล้วสุดท้ายก็ทำลายสนามที่จริงๆ เป็น non-zero-sum ไปเรื่อยๆ ผมเชื่อว่าหากเรามองหาสนามที่เป็น non-zero-sum อยู่เสมอ เราจะพบมันอยู่รอบตัวตลอดเวลา


Kuwait Finance

11 พฤศจิกายน 2554

เมื่อก่อน

ผมเคยเดินไม่ได้
พูดไม่ได้
ได้ยิน แต่ฟังไม่รู้เรื่อง
ใช้เวลาอยู่หลายเดือน
จึงเริ่มเข้าใจได้ว่า
เสียงที่ได้ยินเหล่านั้นคืออะไร

ผมมีเชือกหลายร้อยเส้น
ทดลองกระตุกมัน
แล้วตัวผมก็กลิ้งไปมา ลุกขึ้นนั่ง
สนุกมากเวลาใช้มือเพื่อหยิบสิ่งของ

เมื่อต้องหยิบของที่อยู่สูง
ผมจึงลุกขึ้นยืน
แต่การพยุงตัวไว้ช่างยากเย็น
และการล้มนั้นไม่สนุกเลย
แต่ผมต้องลุกขึ้นยืนให้ได้
ผมจำไม่ได้ว่าล้มเหลวไปกี่ครั้ง
ผมจึงยังคงพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า

เมื่อยืนแล้วล้มผมจึงก้าวไปข้างหน้า
ผมพบว่ามันไปได้เร็วกว่าเดิม
ผมจึงเดิน และวิ่ง
แม้การล้มนั้นไม่สนุกเลย
แต่ผมจะต้องวิ่งไปข้างหน้า

15-06-10 Lets Go I Want To Go All The Way To The Horizon ~ Explored Front Page :)