แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ health แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ health แสดงบทความทั้งหมด

29 พฤษภาคม 2555

เมื่อหมอบอกว่าไม่มีทางรักษา พวกเขาไม่ยอมแพ้

เมื่อหมอบอกว่าโรคนี้ไม่มีทางรักษา
ไม่หรอก เขาจะบอกว่าผมจะพยายามอย่างเต็มที่
คนส่วนใหญ่จะยอมรับโดยดุษณี
แล้วฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่หมอ

แต่ไม่ใช่ Augusto และ Michaela Odone เมื่อบุตรชายของพวกเขา Lorenzo Odone ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงทางพันธุกรรมที่ไม่มีทางรักษา ALD พวกเขาปฏิเสธการพยากรณ์โรคระยะสุดท้ายของหมอ และเริ่มต้นค้นคว้าหาทางรักษาโรคที่ไม่มีทางรักษานี้ ทั้งที่ไม่มีความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ ในระหว่างที่อาการของ Lorenzo กำลังแย่ลงไปเรื่อยๆ เด็กชายเริ่มเดินไม่ได้ พูดไม่ได้ กระทั่งไม่สามารถสำลักออกมา หากมีอะไรหลุดเข้าในหลอดลม ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนที่เป็น ALD เสียชีวิตในที่สุด

หลังจากกินนอนในห้องสมุดทางการแพทย์ เรียนรู้เกี่ยวกับโรค ALD ที่เกิดจากการสะสมของ VLCFA กรดไขมันสายยาวมาก ภายในสมอง พวกเขาค้นคว้างานวิจัยต่างๆ จนได้แนวคิดในการรักษาขึ้นมาใหม่ โดยใช้ไขมันอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อทานเข้าไปแล้วจะช่วยลด VLCFA ในสมองของผู้ป่วยได้ น้ำมันชนิดนั้นถูกตั้งชื่อว่า Lorenzo's oil ปัจจุบันใช้สำหรับป้องกันไม่ให้เด็กที่เริ่มเป็น ALD มีอาการมากขึ้น แต่มันสายเกินไปแล้วสำหรับ Lorenzo เมื่อสมองเด็กชายถูกทำลายไปจนเกินกว่าที่จะแก้ไขได้

เรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ของครอบครัว Odone ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลีวู้ดชื่อ Lorenzo's Oil นำแสดงโดย Nick Nolte และ Susan Sarandon ออกฉายในปี 1992  เรื่องในหนังจบลงเมื่อ Lorenzo อายุ 14 ปีและเริ่มมีอาการดีขึ้น กระดิกนิ้วและกระพริบตาสื่อสารกับพ่อแม่ได้ หลังจากนั้นเขามีชีวิตยืนยาวไปจนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2008 หนึ่งวันหลังจากวันเกิดครบรอบ 30 ปีของเขา
"Certainly, he has good days and bad days, he is bedridden and he cannot eat more than through a tube… but his mind is still there. He likes that we read to him, that we play music for him and he knows who is around him"
Phil Collins นำบทกวีที่ Augusto แต่งให้ Lorenzo มาทำเป็นเพลงชื่อ Lorenzo ในปี 1996 ในอัลบั้ม  Dance into the Light


Once upon a time I made a lion roar -
he was sleeping in the sunbeams on the old zoo floor.
I had gone to see the park where my papa used to play,
it's called called Villa Borghese and it's on the way
to East Africa.
Down on Grand Comoro Island, where I grew past four,
I could swim and fish and snorkel on the ocean floor,
and the wind laughed, and the wind laughed through the trees as if to say,
here's a child who'll want the world to go his way
in East Africa, in East Africa.
Suddenly for me the world turned upside down -
far from my friends the lions and the dolphins came this awful sound.
Dark shadows, sounds of thunder raging over me,
came this monster called 'A-dre-no-leu-ko-dys-tro-phy'
Where's my East Africa?
Well they said, they said, they said (the ones who know it all)
they said from now on for you there will be no more standing tall,
so I took my parents' hands, I lifted my head to say
I'll just have to be a hero, there's no other way!
Back to East Africa
Back to East Africa
Back to East Africa
Come with me I'm going back, going back to East Africa.
แด่ครอบครัว Odone ผู้ไม่เคยยอมแพ้ _/|\_

18 พฤษภาคม 2555

อยากผอมกินคาร์บดี อยากเป็นเบาหวานกินคาร์บเลว


Glycemic index ของอาหารคือตัวเลขที่บอกเราว่า อาหารชนิดนั้นมีผลกระทบต่อน้ำตาลในเลือดของเราได้เร็วเพียงใด ข้างล่างเป็นตาราง GI ของอาหาร 1300 รายการ (โดยนักวิจัยในออสเตรเลีย)

International table of glycemic index and glycemic load values: 2002

ช่องที่เทียบกับกลูโคส หมายความว่าถ้ากลูโคสนับเป็น GI = 100 แล้วผลของของอาหารชนิดนั้นต่อน้ำตาลในเลือดในช่วง 2 ชม.หลังจากทานเข้าไป จะมีค่าเท่าไหร่ ตั้งแต่ 0 คือไม่มีผลเลย ไปจนถึง 100 คือมีผล (เร็ว) พอๆ กับกินกลูโคส สรุปว่า GI คือ "ความเร็ว" (ง่าย) ในการย่อยคาร์โบไอเดรตในอาหารชนิดนั้น ส่วน glycemic load คือ "ปริมาณ" ผลกระทบต่อน้ำตาลในเลือด ซึ่งก็คือ GI คูณปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหาร ซึ่งขึ้นกับปริมาณที่ทาน

มีตัวเลขที่ทำให้แปลกใจได้หลายตัวเช่น Corn flake ได้ GI = 80! ให้พลังงานเร็วมาก มีทฤษฏีในทางการแพทย์ที่เชื่อว่าการกันอาหารที่มี GI สูงตลอดเวลา ทำให้อ้วนและเป็น metabolic syndrome ตามด้วยเบาหวานและโรคหัวใจ ปัจจุบันนักวิจัยสามารถทำให้หนูเป็นเบาหวาน (เพื่อทดสอบยารักษาเบาหวาน) ได้โดยการให้อาการที่มี GI สูงเพียงไม่กี่ "สัปดาห์"

ในทางกลับกัน สูตรไดเอ็ตสมัยใหม่เกือบทุกเจ้าจะแยกระหว่าง bad carb (GI สูง) กับ good carb (GI ต่ำ) แล้วเน้นว่าให้เลิกกินคาร์บเลว กินแต่คาร์บดี เพราะคาร์บเลวเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเร็ว ซึ่งร่างกายไม่มีทางใช้ทัน (ถ้าไม่ได้กำลังวิ่งอยู่) แต่ร่างกายเราเพิ่งวิวัฒนาการมาจากยุคที่อาหารหายาก จึงไม่ยอมทิ้งน้ำตาลหรือโปรตีนออกจากร่างกายโดยเด็ดขาดในภาวะปกติ แปลว่าน้ำตาลที่เหลือทั้งหมดก็ต้องเก็บไว้ที่ตับ กล้ามเนื้อ ที่พุง และใต้ผิวหนัง บวกกับวิธีชีวิตที่ "นั่งตลอดทั้งวัน" เลยไม่ค่อยได้ใช้ที่เก็บไว้สักที เราเลยพากันอ้วนง่ายผอมยากกันทั้งประเทศ

GI ถูกคิดขึ้นมาในปี 1980 และทำให้เราเข้าใจว่า แคลอรีจากคาร์โบไฮเดรตในอาหารแต่ละประเภท ไม่ได้มีผลต่อร่างกายเราเท่ากันอย่างที่เคยคิด

]babi]


8 พฤษภาคม 2555

เมื่อหมอบอกว่ารักษาไม่ได้ อย่าเชื่อ!


เมื่อคุณป่วยหนัก จนหมอและทุกๆ คนบอกว่าไม่มีทางรักษาได้

"อย่าเชื่อ!"

ร่างกายและจิตใจของมนุษย์มีความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองสูงมาก ไม่งั้นคงไม่รอดมาเป็นผู้ชนะบนโลกใบนี้ ในขณะที่วิทยาศาสตร์ยังเข้าใจร่างกายมนุษย์น้อยมาก เมื่อความรู้ทางการแพทย์บอกว่าโรคของคุณไม่มีทางรักษาหาย มันมีความหมายเพียงแค่ว่า "พวกเขา" ยังไม่รู้วิธีเท่านั้นเอง

Arthur Boorman เป็นพลร่มทหารผ่านศึกสงครามอ่าว การกระโดดร่มทำให้หลังและขาของเขาเสียไปจนไม่สามารถพยุงตัวเองโดยปราศจากไม้เท้าได้ หมอบอกเขาว่า เขาไม่มีทางกลับมาเดินได้

และเขายอมรับเช่นนั้นอยู่ 15 ปี

เขาน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่สามารถออกกำลังกายได้ ครูโยคะทุกคนปฏิเสธเขา จนกระทั่งเขาพบคนหนึ่งที่เชื่อว่าเขาจะต้องทำได้ นั่นแหละ เขาถึงเริ่มเชื่อว่าเขาจะต้องหาย ภายใน 6 เดือน เขาลดน้ำหนักได้ 45 กิโลกรัม ยืนขาเดียวยกอีกขาได้ถึงหัว เขาเดินได้ และเขาวิ่งได้!

หลังจากที่เสียเวลากับการยอมรับความเจ็บป่วยมา 15 ปี Arthur บอกว่า

"They were wrong... It was possible."

"Never underestimate what you can accomplish
when you believe in yourself."

"Never Give Up"

ลองดูวีดีโอที่แสดงให้เห็นพัฒนาการของเขาด้วยตาของตัวคุณเอง แล้วถามตัวเองว่ามีอะไรที่คุณคิดว่าคุณ "ทำไม่ได้" บ้าง



--

30 เมษายน 2555

ค่า BMI ไม่ใช่ตัวชี้ที่ดีของสุขภาพ แต่เป็นรอบเอว

ตอนนี้ผมลดน้ำหนักลงไปได้หน่อย จาก BMI ที่ 31.7 ลงมาเป็น 29.0 เลยหลุดจากเกณฑ์อ้วน (Obesity = BMI > 30) มาอยู่ในกลุ่ม Overweight แทน

ปัญหาคือ ผมยังคงอ้วนอยู่ หรือว่าค่า BMI มันไม่เวิร์ก?

ค่า BMI

ในทางสุขภาพเรามักจะใช้ค่า BMI ในการวัดว่าใครอ้วน (หรือผอม) เกินไป ใครมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน, ความดันสูง, ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ แต่ในความเป็นจริง BMI ไม่ได้แยกระหว่างน้ำหนักจากกล้ามเนื้อ และน้ำหนักจากไขมัน ดังนั้น นักกล้ามตัวโตๆ ที่ไม่มีไขมันเลย เมื่อคำนวณก็จะกลายเป็นคนอ้วนไปทันที

แต่ที่แย่กว่านั้นคือ ค่า BMI ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่ดีถึงความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าวเลย! เพราะการที่ BMI ต่ำกว่า 30 ไม่ได้แปลว่าเราจะปลอดภัย

Central Obesity

Central obesity คือการอ้วนลงพุงเป็นหลัก แทนที่จะอ้วนกระจายไปทั้งตัว การอ้วนลงพุงเป็นอาการ (ผลที่มองเห็น) ของ metabolic syndrome และ metabolic syndrome ก็นำไปสู่การที่มีไขมันไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสตอโรล LDL ในเลือดสูง, ตับอักเสบจากไขมันเกาะตับ (non-alcoholic fatty liver disease) และความดันสูง ซึ่งภายในไม่กี่ปีก็จะลงเอยด้วยเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเกิดจากการดื้ออินซูลิน (insulin resistance)

การดื้ออินซูลินเป็นส่วนหนึ่งของ metabolic syndrome ปัจจุบันเชื่อว่าผลร้ายต่อร่างกายเช่นไขมันในเลือดและความดันสูง เกิดจากการที่มีอินซูลินในเลือดสูงกว่าปกติ (hyperinsulinemia) เนื่องจากกล้ามเนื้อในร่างกายพากันดื้ออินซูลินกันไปหมด ผลร้ายนี้เกิดก่อนหน้าที่จะตรวจพบเบาหวานนานหลายปี เพราะระหว่างนั้นตับอ่อนจะยังคงผลิตอินซูลินสูงขึ้นๆ ซึ่งทำให้น้ำตาลในเลือดยังคงปกติอยู่ จนกระทั่งตับอ่อนจนปัญญาจึงจะเป็นเบาหวานชนิดที่สอง

จากนั้นแม้ว่าเราจะดูแลระดับน้ำตาลในเลือดเป็นอย่างดีด้วยยาทีหมอให้ จนระดับน้ำตาลกลับมาเป็นปกติเหมือนคนที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน แต่ผลของการดื้ออินซูลินก็ยังคงทำร้ายส่วนต่างๆ ของร่างกายต่อไปอยู่ดี เพราะการรักษาสมัยใหม่ที่รักษาโรค (เบาหวาน) แต่ไม่ได้รักษาสุขภาพจริงๆ ซึ่งจะต้องแก้ไข (reverse) การดื้ออินซูลิน

การอ้วนลงพุงเป็นอาการของ metabolic syndrome (ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า insulin resistance syndrome) ดังนั้นรอบเอวจึงเป็นตัวชี้วัดที่ดีของกลุ่มอาการนี้ แต่การตั้งเกณฑ์แบบคงตัวเช่น รอบเอวเกิน 30" ก็ไม่ได้นำเอาโครงสร้างของคนนั้นมาพิจารณาเลย และทำให้ตัวเลขของเกณฑ์นี้แตกต่างกันในแต่ละประเทศ จึงมีคนคิดค่าที่แม่นยำกว่า เรียกว่า Index of Central Obesity หรือ ICO ซึ่งคำนวณง่ายมากคือ
ICO = ความยาวรอบเอว / ความสูง (ใช้หน่วยเดียวกันทั้งสองค่า)
และเกณฑ์ว่าเราเข้าข่ายใน metabolic syndrome อยู่คือ ICO มากกว่า 0.5

ICO ดีกว่า BMI

การใช้ ICO เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงนั้นดีกว่า BMI มาก เพราะ BMI นอกจากจะไม่แยกระหว่างกล้ามเนื้อกับไขมันแล้ว ยังไม่แยกระหว่างการที่ไขมันกระจายไปตามใต้ผิวหนัง กับการที่ไขมันไปกระจุกอยู่ที่หน้าท้อง ซึ่งแบบหลังต่างหากที่ทำให้เกิดความเสี่ยง การใช้ ICO เป็นเกณฑ์จะทำให้เรารู้ปัญหา metabolic syndrome แต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะพบว่าตัวเองอ้วน ซึ่งตอนนั้นการดื้ออินซูลินอาจจะทำร้ายร่างกายไปเป็นสิบปีแล้ว

กลับมาที่ผม ค่า BMI 29 ก็ดูโอเคไม่อ้วน แต่ ICO ที่ 0.6 แปลว่าผมยังตกอยู่ใน metabolic syndrome อยู่ดี ลองคำนวณรอบเอวที่ปลอดภัย คือ ความสูง / 2 ก็ทำให้ทราบว่าผมต้องลดน้ำหนักเพื่อลดรอบเอวลงไปอีก 17.5 ซม. หรือเกือบ 7"

สุดท้ายแล้วผมก็ยังคงต้องลดน้ำหนักเพื่อ reverse metabolic syndrome อยู่ดี เนื่องจากการพยายามลดหน้าท้องอย่างเดียว (พวก abdominizer ทั้งหลาย) ไม่ได้ผลกับไขมันในพุงแต่อย่างใด แม้แต่การดูดไขมันหน้าท้องออกไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะเป็นการดูดไขมันใต้ผิวหนังบริเวณหน้าท้องเท่านั้น ไม่ใช่ไขมันในท้อง (abdominal fat) ซึ่งอยู่ระหว่างอวัยวะในช่องท้อง แต่การผ่าตัดบายพาสลำไส้ (gastric bypass) กลับได้ผลเร็วมาก แต่ก็มีความเสี่ยงอย่างอื่นเพิ่มขึ้นมาอีกมากมาย ดังนั้น ผมจึงบอกตัวเองว่าทางเดียวที่จะทวงคืนสุขภาพกลับมาก็คือคุมอาหาร และออกกำลังกาย

แต่สำหรับคนทั่วไป การคำนวณ ICO จะทำให้คุณรู้ตัวล่วงหน้า ก่อนที่จะเป็นไขมัน ความดัน เบาหวาน และโรคหัวใจ เมื่อรอบเอวคุณยาวเกินครึ่งหนึ่งของความสูง คุณก็จะรู้ว่าถึงเวลาต้องลดความอ้วนแล้วล่ะ

อ่านเพิ่มเติม


Tobyotter

27 เมษายน 2555

f.lux โปรแกรมปรับสีจอเพื่อช่วยให้นอนหลับสนิท

คนที่มีปัญหาในการนอนหลับ หรือในทางอารมณ์ เช่นซึมเศร้าหรือไบโพลาร์ หันมาใช้ light & dark therapy กันครับ ตอนเช้ารีบเปิดหน้าต่างให้เห็นแสงอาทิตย์ที่มีเหลือเฟือในบ้านเรา (ไม่ต้องไปซื้อโคมไฟ light therapy) ตกค่ำก็ปิดไฟสังเคราะห์ให้มากที่สุด

ปัญหาคือคนไอทีก็ใช้คอมพิวเตอร์ตลอดเวลาจนดึก มีคำแนะนำให้เลิกก่อนนอนสัก 2 ชม. แต่พวกเรายากจะทำได้ ก็เลยมีคนทำโปแกรมที่คอยปรับหน้าจอให้เหมือนกับสีของธรรมชาติ คือตอนค่ำต้องตัดแสงสีฟ้าออก เพื่อให้ตาเราบอกสมองให้เริ่มผลิตเมโลโทนิน

แค่บอกพิกัดตำแหน่งเรา แล้วโปรแกรมจะคำนวณเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและตกให้ แล้วปรับสีของหน้าจอให้อัตโนมัติ โปรแกรมมีทั้งบน Windows, Linux และ iOS

http://stereopsis.com/flux/



12 กุมภาพันธ์ 2555

คุยกับคุณปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา เรื่อง พรบ.คุ้มครองผุ้เสียหายทางการแพทย์

บันทึกถ้อยคำสั้นๆ ที่ได้คุยกับคุณ ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา บน Facebook

ทำไมแพทย์บางคนถึงต่อต้าน พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ครับ? เขาเสียผลประโยชน์อย่างไร? ผมนึกว่าดีต่อแพทย์ทุกคนเสียอีก

แพทยพาณิชย์สภา ต่อต้าน พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ เพราะ กก.ส่วนใหญ่คือเจ้าของ รพ.เอกชน พรบ. ต้องมีการจ่ายสมทบกองทุน รพ.เอกชนกลัวต้องเปิดเผยรายได้ เพราะการจ่ายต้องอิงรายได้ต่อหัวค่ะ

มีการพิจารณาที่มาของกองทุนเป็นแบบอื่นบ้างไหมครับ?

ถือหลักใครก่อให้เกิดความเสียหายต้องรับผิดชอบ คนไข้ไทยมี 4 ประเภท บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ และรพ.เอกชน คนไข้บัตรทอง รัฐมีงบให้ 1 แสนล้านต่อคนไข้ประมาน 48 ล้านคน ม.41 ของ พรบ.ประกันสุขภาพแห่งชาติ กันเงิน 1% เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้น (ไม่ใช่ชดเชย) ปีละ 1 พันล้าน / 10 ปีมีเงินสะสมนับหมื่นล้าน ใช้ไปเพียงหลักร้อยล้าน เนื่องจากอ่อนประชาสัมพันธ์

เงินเหลือหลายพันล้านจะถูกโอนมาไว้ในกองทุนคนไข้สวัสดิการข้าราชการ รัฐให้งบประมาน 5 หมื่นล้านต่อคนไข้ประมาน 5 ล้านคน ไม่เคยมีการกันเงินชดเชยความเสียหาย คนไข้ประกันสังคม มีเงินมหาศาล แต่ก็ไม่เคยกันเงินชดเชยคนไข้เช่นกัน

กองทุนของคนไข้ทั้งสามสิทธิ ต้องร่วมกันเงินอาจจะสักไม่เกิน 3% (เงินคนไข้) มาร่วมจ่ายสมทบกองทุน ส่วน รพ.เอกชน ปกติดูดบุคคลากรภาครัฐไปโดยไม่เคยลงทุนผลิตเอง ทำกำไรปีละนับแสนล้าน จ่ายภาษีครบหรือไม่ยังไม่มีใครตอบ พอจะจ่ายสมทบกองทุน กลับอาศัยอำนาจของ "แพทย์พาณิชย์สภา" ปลุกระดมต้าน พรบ. เพราะกลัวการจ่ายสมทบ

เท่าที่คลุกวงในมาตลอด ไม่เห็นหน่วยงานไหนเสนอวิธีการจ่ายสมทบที่ต่างออกไป ยกเว้น "แพทยพาณิชย์สภา" พยายามจะขยายเงิน ม.41 ของคนไข้บัตรทองมาจ่ายชดเชยแทน รพ.เอกชน อย่างน่าเกลียดอยู่ขณะนี้


10 ธันวาคม 2554

ดืมน้ำเกลือแร่หรือน้ำอัดลมทำให้อ่อนเพลียเหนื่อยล้าง่วงงุน

ในทางการแพทย์ทราบกันมานานแล้วว่าการบริโภคน้ำตาลไม่ได้ทำให้ร่างกายสดชื่ีน แต่ตรงกันข้ามทำให้เหนื่อยและง่วงซึม (กำ! ถ้าคนรู้กันหมดแล้วสปอนเซอร์เกเตอเรด โค้ก เป็ปซี่ ฯลฯ จะขายได้ไง) แต่สมัยก่อนจะอธิบายว่าน้ำตาลทำให้อินซูลินออกมาเยอะเกินไปจนน้ำตาลต่ำเลยทำให้เพลีย

แต่บทความนี้เล่าถึงการทดลองเมื่อเร็วๆ นี้ที่ค้นพบว่า การบริโคคน้ำตาลทำให้ Orexin ในสมองลดน้อยลง ซึ่งทำให้รู้สึกเหนื่อย แต่การบริโภคโปรตีนต่างหากที่ทำให้ Orexin สูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น หากกินโปรตีนพร้อมน้ำตาล ฤทธิในการลด Orexin ของน้ำตาลจะหายไปด้วย

จริงๆ มนุษย์ยังไม่มีความเข้าใจกระบวนการย่อยอาหารของตัวเองเลย ได้แต่สังเกตผลจากการทดลองเอา แต่ลอจิคง่ายๆ อย่าง "ร่างกายใช้น้ำตาลเป็นพลังงาน ดังนั้นเมื่อเหนื่อยต้องกินน้ำตาลเพื่อชดเชยโดยเร็ว" ร่างกายของเรามันไม่ตรงไปตรงมาขนาดนั้น

ในบางประเทศรัฐบาลเริ่มโปรโมตให้เวลาหลังออกกำลังกายหันมา "ดื่มนมช็อคโกแลต" แทนที่จะเป็นน้ำเกลือแร่หรือน้ำอัดลมซึ่งมีปริมาณน้ำตาลสูงมาก น่าแปลกว่าแม้ร่างกายเราจะรู้สึกเหนื่อยล้าเมื่อกินน้ำตาลเข้าไปปริมาณมากขนาดนั้น แต่ตัวเรากลับรู้สึกดี นอกจากว่าเพราะอร่อย อาจจะเป็นเพราะอำนาจของโฆษณาหรือเปล่า (เห็นเล่นกีฬาแล้วต้องน้ำเกลือแร่ทุกทีซิ) ถ้างั้นก็ "placebo effect" เอาไปกินอีกแล้วนะพวกเรา ^__^!!

  1. Why Sugar Makes You Tired (and What You Can Do About It
  2. What Sugar Actually Does to Your Brain and Body