แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ society แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ society แสดงบทความทั้งหมด

26 กรกฎาคม 2555

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง (ไหม?)


กลับมาอ่านบทความของคุณศิรส เลยถือโอกาสสรุปความเห็นฟันธงสักหน่อย

คนรุ่นใหม่ไม่สนใจภาษาอังกฤษ

คน Generation X อย่างผมจะโตมากับวัฒนธรรมอเมริกัน ดูหนังฟังเพลงฝรั่ง ทีวีขาวดำนะ แต่ดูซีรีส์ฝรั่งพากย์ไทยอย่าง MacGyver, Charlie's Angels, Incredible Hulk, Knight Rider, The Dukes of Hazzard, Chips, The six million dollars man ฯลฯ ครั้งหนึ่งมีคนเอามินิซีรีส์มาฉายติดกันงอมแงมทั่วบ้านทั่วเมืองแบบเดียวกับแดจังกึม เรื่องนั้นชื่อ Roots เกี่ยวกับสามเจเนอเรชันของทาสในอเมริกา ลองนึกภาพแม่ป้านาอาของผมเฝ้าหน้าจอดูหนังเรื่องนี้ทุกคืน ทุกคนเจอกันก็คุยกันว่าเมื่อคืนทาสพวกนั้นถูกทรมาณอย่างไร คนรุ่นนั้นเป็นรุ่น Baby-boomers ซึ่งผ่านชีวิตในช่วงสงครามโลกมา ถ้าอยู่ในกรุงเทพต้องเคยหลบระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร ส่วนใหญ่จะได้เรียนหนังสือน้อย พวกเขาเห็นฝรั่งเป็นเทวดา และรู้สึกว่าการรู้ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งวิเศษ พวกเขาคาดหวังว่าลูกหลานโตไปจะใช้ภาษาอังกฤษได้ และ Gen X ก็คือผลผลิตของคนรุ่นนี้

ตอนเด็กๆ ผมรู้สึกว่าเมื่อผมอายุมากขึ้น ผมต้องใช้ภาษาอังกฤษได้ มันมาจากสิ่งแวดล้อมทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เหมือนไม่ใช่เรื่องที่ต้องสงสัย ผมว่าคนรุ่นผมจำนวนมากคิดแบบเดียวกัน บางคนโตแล้วอาจไม่ค่อยได้ใช้ภาษาอังกฤษแต่จะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง เหมือนมีงานที่ยังทำไม่เสร็จ ผมเองเรียนหนังสือในเมืองไทยตลอด ไม่เคยได้ใช้ชีวิตในต่างประเทศนานๆ หลายปีก่อนผมมีโอกาสไปบรรยายในงานสัมมนาที่ฮังการี ในช่วงที่ฟังผู้บรรยายคนอื่นจากทั่วโลกพบว่าตัวเองฟังได้รู้เรื่องไม่เต็มร้อย รู้สึกตำหนิตัวเองขึ้นมาว่า อายุ 40 แล้วยังฟังฝรั่งพูดไม่รู้เรื่อง เลยได้รู้ว่าตัวเองมีค่านิยมที่ติดมากับยุคสมัยว่า "ผู้ใหญ่ต้องใช้ภาษาอังกฤษได้"

หลังจากนั้นผมเลยติด TED Talks เรื่อยไปจนถึง Talks at Google นอกจากจะได้ฟังบรรยายภาษาอังกฤษเรื่อยๆ แล้ว เนื้อหาพวกนั้นก็สุดยอดจริงๆ ทำให้อยากรู้เรื่องและอยากฟังจนจบ ความจริงภาษาอังกฤษผมไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ เพราะใช้อ่านหนังสือทางไอทีเท่านั้นจึงรู้ศัพท์ในชีวิตประจำวันน้อยมาก ถ้าดูหนังไม่เปิดซับไตเติ้ลจะดูไม่รู้เรื่องแล้ว ตอนนี้เลยต้องเริ่มหยิบวรรณกรรมมาอ่านเพื่อเพิ่มศัพท์ในหัว วันหนึ่งเวลาดูหนังจะได้ปิดซับไตเติ้ล ที่เปิดไว้แล้วจะไม่เห็นการแสดงทางสีหน้าของนักแสดงเลย

ผมทบทวนตัวเองแล้วจึงเข้าใจปัญหาของคน Generation Y และ Z ด้วยแบคกราวน์ชีวิตที่ต่างไปทำให้มีค่านิยมที่ต่างกัน ผมฟันธงว่าสาเหตุที่คนรุ่นนี้ใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้คือความรู้สึกอันเป็นค่านิยมว่า
ภาษาอังกฤษมีประโยชน์ ถ้ารู้ได้ก็ดี แต่ไม่ได้จำเป็น
ผมว่ามันต่างกับความรู้สึกของคนรุ่นก่อนที่รู้สึกว่า คนมีการศึกษาต้องใช้ภาษาอังกฤษได้ แน่นอนไม่ใช่ความผิดใคร เพราะสังคมไทยยุคหลังก็ไม่ได้เป็นเมืองขึ้นอเมริกันเหมือนแต่ก่อน เดี๋ยวนี้เพลงไทยหนังไทยทำดี เดี๋ยวนี้คนฟังเพลงไทยดูหนังไทยกันเป็นเรื่องปกติ ยิ่งกว่านั้นเรามองวัฒนธรรมอื่นสวยงามขึ้น ญี่ปุ่น เกาหลี กลายเป็นนิยามของแฟชัน ความใหม่ล่าสุด อยู่ที่เกาหลีไม่ใช่ที่อเมริกา ผมว่าคนที่จะมาแก้ปัญหาความไม่รู้ภาษาอังกฤษของคนไทยต้องเข้าใจพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป ต้องเข้าใจว่าเขาไม่เก่งภาษาอังกฤษไม่ใช่เพราะเขาโง่หรือขี้เกียจ แต่เพราะเดี๋ยวนี้มันไม่จำเป็น มันไม่คูล ไม่เท่ ไม่แนว มันเป็นส่วนหนึ่งของวิชาการ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชีวิต

คนรุ่นใหม่จะเรียนภาษาอังกฤษอย่างไร

แต่แน่นอนมีคนรุ่นใหม่ที่ใจก็สนใจภาษาอังกฤษ แต่พยายามแล้วก็ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ต่างจากการลดความอ้วนนั่นแหละ แต่บางคนอ้วนมากก็ยังลดความอ้วนสำเร็จ เขาทำได้ไง? สมมุติเราตัดคนที่ไม่อยากรู้ภาษาอังกฤษจริงๆ ออกไป ทำอย่างไรคนที่อยากรู้จะไปให้ถึงฝั่ง มันยากและใช้แรงมากเท่าความพยายามลดความอ้วนทีเดียว และผมว่าเขาต้องเริ่มจากการเปลี่ยนค่านิยมให้ได้ก่อน วิธีการไม่สำคัญ

ที่ผมเล่าเรื่องความรู้สึกต่อภาษาอังกฤษข้างบนนั้น ผมว่าคนรุ่นนี้จะนึกภาพไม่ออก ความรู้สึกว่า "คนมีการศึกษาต้องใช้ภาษาอังกฤษได้" หากยังใช้ไม่ได้เหมือนยังมีงานต้องทำอยู่ ผมว่าเบื้องต้นเขาต้องรู้สึกอย่างนี้ให้ได้ก่อน ถ้ายังรู้สึกว่า "รู้ก็ดี ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร" ก็เหมือนคนที่รู้สึกว่าอ้วนก็ได้ ไม่คอขาดบาดตาย พยายามยังไงก็จะลดน้ำหนักไม่ได้ ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความพยายาม แต่อยู่ที่ค่านิยม ปกติค่านิยมเราถูกปั้มขึ้นมาจากสังคมรอบตัว แต่บ่อยครั้งเราก็ปลูกฝังค่านิยมให้ตัวเองได้ คนที่ทำไม่ได้ป่านนี้คงดมกาวอยู่ใต้สะพานลอย คงไม่ได้อ่านโพสต์นี้อยู่แน่

อีกอย่าง เขาต้องประเมินตัวเองอย่างบริสุทธิ์ใจว่าภาษาอังกฤษของเขาได้เรื่องแค่ไหน ผมไม่เคยเจอคนรุ่นนี้บอกว่าภาษาอังกฤษตัวเองไม่ได้เรื่องเลยสักคน ส่วนใหญ่บอกว่าพออ่านได้ ดูหนังซาวน์แทรค ฟังเพลงฝรั่ง บางคนบอกเจอฝรั่งก็คุยได้บอกทางได้ ก็ดี แต่ที่ว่าใช้ภาษาอังกฤษได้ไม่ได้หมายถึงทักษะระดับนี้ แต่หมายถึงอย่างสมมุติคุณจะเรียนรู้อะไรสักอย่าง มีหนังสือภาษาไทยกับภาษาอังกฤษให้เลือก แล้วคุณเลือกด้วยคุณภาพของหนังสือ ไม่ได้เลือกเพราะภาษา หรือมากกว่านั้น คุณสามารถบรรยายหรือสอนเป็นภาษาอังกฤษแล้วตอบคำถามผู้ฟังได้ หมายความว่าภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่อุปสรรค ถ้าภาษาอังกฤษยังเป็นอุปสรรค แปลว่าคุณยังมีงานต้องทำอยู่

ไม่รู้ว่ามันจริงหรือเปล่านะที่ว่าคนมีการศึกษาต้องใช้ภาษาอังกฤษได้ มันไม่สำคัญด้วยซ้ำไปว่ามันจริงหรือเปล่า แต่ถ้าคุณจะใช้ภาษาอังกฤษให้ได้ คุณก็ต้องเริ่มจากค่านิยมนี้ เสร็จแล้วจะต้องทำอะไรบ้าง คุณก็รู้ด้วยตัวคุณเองอยู่หรอก


ข้อเขียนเรื่องนี้ของคนอื่น



20 พฤษภาคม 2555

ความยุติธรรมไม่เคยมีจริง อย่างน้อยก็ในเมืองไทย


สารคดีความยาว 59 นาทีของ BBC เรื่อง "Thailand - Justice Under Fire" เป็นมุมมองของ Fergal Keane นักข่าวมือรางวัล ต่อสถานการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ราชประสงค์ และผลที่เจ็บปวดยาวนานของมันในหัวใจของคนไทยทุกคน

สารคดีชิ้นนี้ดูแล้วจะเจ็บปวดทั้งฝ่ายสนับสนุนและต่อต้านคนเสื้อแดง ดังนั้นต้องใช้ความอดทนค่อนข้างมาก แต่ขอให้ตั้งใจดูตั้งแต่ต้นจนจบ ประเด็นของสารคดีไม่ได้อยู่ที่ใครผิดใครถูก และข้อมูลในนั้นไม่จำเป็นต้องตรงกับที่แต่ละคนตีความ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกองกำลังของเสื้อแดง ใครเริ่มยิงก่อน และการที่ทหารได้ปลิดชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปหลายคนในวันนั้น ธีมของสารคดีมีเพียงประเด็นเดียวที่ขมวดไว้ในตอนจบ
"อะไรคือผลลัพธ์ของการไม่มีความยุติธรรม" นักข่าวถาม
"มันก็จะเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า"
สารคดีถ่ายทำตั้งแต่ตอนยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้เป็นนายก เธอให้สัมภาษณ์โดยรับปากอย่างแข็งขันว่าเธอจะจัดการให้เกิดความยุติธรรมขึ้นให้ได้ เป็นความกังขาที่นักข่าวติดค้างไว้ในตอนจบของสารคดี

ถึงตอนนี้เราได้เห็นเฉลยแล้วว่า จะไม่มีการแสวงหาความจริงเกิดขึ้นแต่อย่างใด

เพจของสารคดี

Thailand - Justice Under Fire
In Thailand a charismatic woman leader has just won a general election promising justice for the victims of army violence. Last year more than ninety people were killed in bloody clashes between demonstrators and the army in central Bangkok.
Award-winning correspondent Fergal Keane investigates the struggle of victims' families as they seek the truth about what happened to their loved ones. He explores claims of cover-up and impunity for the powerful.

วีดีโอ YouTube พร้อมซับไตเติ้ลภาษาไทย

ความยุติธรรมภายใต้กระบอกปืน



16 พฤษภาคม 2555

ไทย อิสระ เสรี

อิสรภาพ

"ไทย [N] freedom, Syn. ไท, Ant. ทาส, Example: ชนทุกชาติต้องการเป็นไทยทั้งสิ้น ไม่มีใครที่ชอบอยู่ใต้อำนาจผู้อื่น, Thai definition: ความมีอิสระในตัว, ความไม่เป็นทาส"
-- longdo

ประเทศสยาม (ซึ่งนัยยะคือแผ่นดินรูปขวานในบริเวณสุวรรณภูมิและอารยธรรมที่อยู่ตรงนั้น) ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "ประเทศไทย" เหมือนเพื่อจะยืนยันว่า "อิสรภาพ" เป็นค่านิยมสูงสุดของคนไทย ความที่ปัจเจกชนมีความคิดและการกระทำเป็นของตัวเอง ไม่ขึ้นกับใคร ไม่เดินตามคนจูงไม่ว่าเขาจะตัวใหญ่แค่ไหน อย่างที่เรามักจะภูมิใจกันว่าเป็นประเทศในเอเซียเพียงประเทศเดียว ที่รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิยมได้ (แม้บางคนอาจจะติดแย้งว่าตกเป็นอาณานิคมฝรั่งยังจะดีกว่า)

เสรีภาพ


ด้วยการยึดมั่นในค่านิยมนี้ คนไทยจึงเป็นคนที่มีเสรีภาพมากที่สุดในโลก ทำอะไรก็ได้ จะถูก จะผิด จะดี จะเลว ทำได้หมด อยากจะพูดวิพากษ์วิจารณ์ใครทำได้หมด ใครจะเถียงว่ามีบางคนที่วิจารณ์ไม่ได้ ผมจะไปค้นมาให้ว่าเขาวิจารณ์กันที่ไหน และรุนแรงเพียงใด

ผมเห็นคนอเมริกันวิจารณ์ประธานาธิบดีเขาอย่างหยาบคาย แต่นั่นโดยดีกรีแล้วเทียบไม่ได้กับที่คนไทยวิจารณ์นายกรัฐมนตรี หรือราชวงศ์ ของประเทศตัวเอง ทั้งยังเป็นสิ่งที่ทำกันโดยกว้างขวาง ตั้งแต่ออนไลน์ไปจนถึงตลาดสดและหมู่บ้านในชนบท เป็นเสรีภาพที่ไร้ซึ่งขอบเขตและความรับผิดชอบ เพราะคนไทยไม่ชอบเอาเรื่องกันเวลาถูกวิจารณ์ เพราะไม่อยาก "มีเรื่อง" สังคมไทยจึงเจริญไปในทิศทางของอนาธิปไตย เมื่อผู้นำประเทศไม่อยู่ในสายตาของพลเมือง

ในบางประเทศ แค่เป็นคนรักร่วมเพศก็อาจไม่ควรมีชีวิตในสายตาของบางคน บางครั้งการเป็นโปรแตสแตนต์ก็ทำให้ถูกฆ่าตายได้ หรือหากสีผิวหรือสำเนียงของเราต่างออกไปก็อาจทำให้ความเป็นคนลดลงไป บางทีแม้แต่การเคี้ยวหมากฝรั่งก็อาจทำให้ถูกตำรวจจับ ในบางประเทศ ชาติกำเนิดกำหนดชนชั้นของเราไปตลอดชีวิต บางประเทศ โอกาสที่คุณจะเริ่มต้นจากความยากจน แล้วทำงานหนักไปจนเป็นเศรษฐีนั้นแทบเป็นไปไม่ได้

บ้านเราได้เห็นผู้ประกอบการที่เริ่มต้นจากศูนย์ตลอดมา โอกาสในการไต่เต้าเลื่อนชั้นของตัวเองมีมากมาย และหลายคนก็ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางนั้นไม่ว่ามันจะมีคุณค่าจริงๆ หรือไม่ก็ตาม ใครจะเถียงว่าบ้านเราไม่ให้โอกาสคนจน ผมจะไปค้นมาให้ว่า มีใครที่เริ่มต้นจากศูนย์หรือติดลบ จนก้าวขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าได้ เศรษฐกิจบ้านเราต่างจากสิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ คือการมี SME จำนวนมาก เรามีเศรษฐีเต็มเมืองซึ่งส่วนใหญ่ก็อาศัยความสามารถ ไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาแต่เด็ก

คนไทยจึงเป็นคนที่มีเสรีภาพมากที่สุดในโลก ดังนั้นไม่ต้องเรียกร้องหาเสรีภาพกันหรอก เพราะเราไม่ได้ขาดแคลน เรามีอยู่มากกว่าประเทศอื่นมาก แต่ความเป็นคน "ไทย" เราจึงอยากได้เสรีภาพมากขึ้นกว่านี้อีก เหมือนยาเสพติด มากเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ เพราะมันเป็นค่านิยมสูงสุดของเรา

ผมอยากเห็นคนไทยเรียกร้องหาอิสรภาพมากกว่า เป็นอิสระในทางความคิดและการกระทำ เป็นอิสระในค่านิยมและการตัดสินใจ เดินด้วยตัวเอง ไม่เดินตามคนจูงไม่ว่าเขาจะตัวใหญ่แค่ไหน ไม่งั้นเราก็จะเห็นแต่การใช้เสรีภาพเพื่อพูดในความคิดและค่านิยมที่ถูกปลูกฝังขึ้นมาแทน การพูดซ้ำไปซ้ำมาไม่ค่อยมีประโยชน์ การมีความคิดและวิจารณญาณเป็นของตัวเองต่างหาก ที่ทำให้เราและสังคมเติบโตไปด้วยกัน

h.koppdelaney

29 เมษายน 2555

ค่าเสียหายกรณีสร้างเขื่อนแม่วงก์


กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชมีเกณฑ์ในการคิดต้นทุนความเสียหายในการทำลายป่า ซึ่งใช้ในการฟ้องร้องผู้ที่บุกรุกทำลายป่า
กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ฟ้องร้องทางแพ่งเรียกร้องค่าเสียหายจากชาวบ้านใน จ.ตรัง พัทลุง และกระบี่ ที่อาศัยในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่เขาย่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด และอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา จ.กระบี่ ฐานบุกรุกทำลายป่าทำให้โลกร้อน อากาศร้อน ฝนตกน้อยลง ล่าสุดศาลพิพากษาให้ชาวบ้าน 15 ราย จ่ายค่าเสียหายให้แก่รัฐแล้ว โดย 7 รายต้องจ่ายค่าเสียหายรวม 20.30 ล้านบาท - มติชน 14 สิงหาคม 2552
สูตรคำนวณค่าเสียหาย
คนที่เคยสงสัยว่าสูญเสียพื้นที่ป่าไปแล้วเราจะเสียอะไรไปบ้าง ดูเกณฑ์การคำนวณค่าเสียหายของกรมอุทยานฯ ข้างล่างนี้แล้วน่าจะเข้าใจได้ทันที (ประชาไทย 28 กุมภาพันธ์ 2552)
  1. ค่าเสียหายที่ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น คิดเป็นมูลค่า 45,453.45 บาทต่อไร่ต่อปี 
  2. ค่าเสียหายทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ คิดเป็นมูลค่า 52,800 บาทต่อไร่ต่อปี 
  3. ค่าเสียหายทำให้ฝนตกน้อยลง คิดเป็นมูลค่า 5,400 บาทต่อปี 
  4. ค่าเสียหายทำให้ดินสูญหาย คิดเป็นมูลค่า 1,800 บาทต่อไร่ต่อปี 
  5. ค่าเสียหายการสูญหายของธาตุอาหาร คิดเป็นมูลค่า 4,064.15 บาทต่อไร่ต่อปี 
  6. ค่าเสียหายทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝน คิดเป็นมูลค่า 600 บาทต่อไร่ต่อปี 
  7. ค่าเสียหายทางตรงจากการทำลายป่าแต่ละประเภท ประกอบด้วย 
    1. การทำลายป่าดงดิบ คิดเป็นมูลค่า 61,263.36 บาทต่อไร่ต่อปี 
    2. การทำลายป่าเบญจพรรณ คิดเป็นมูลค่า 42,577.75 บาทต่อไร่ต่อปี
    3. การทำลายป่าเต็งรัง คิดเป็นมูลค่า 18,634.19 บาทต่อไร่ต่อปี
อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอแม่วงก์ และอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตามเทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง ทั้งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำแม่วงก์อันเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสะแกกรัง นอกจากนี้ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ ตามแก่งหินนี้ ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ อุทยานมีเนื้อที่ประมาณ 558,750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร - วิกิพีเดีย

พืชพันธุ์และสัตว์ป่า
  • ป่าดิบเขา ประมาณ 0.88 %
  • ป่าดิบแล้ง ประมาณ 21.85 %
  • ป่าดิบแล้งผสมป่าเบญจพรรณชื้นประมาณ 9.24%
  • ป่าเบญจพรรณ ประมาณ 59.05 %
  • ป่าเต็งรัง ประมาณ 6.77 %
  • ทุ้งหญ้าหรือไร่ร้าง ประมาณ 2.21 %
  • ทรัพยากรสัตว์ป่า สามารถจำแนกได้ดังนี้
  • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จำนวน 57 ชนิด 26 วงศ์
  • สัตว์จำพวกนก จำนวน 305 ชนิด 53 วงศ์
  • สัตว์เลื้อยคลาน จำนวน 22 ชนิด 11 วงศ์
  • สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก จำนวน 7 ชนิด 4 วงศ์
  • ปลา จำพวกปลาน้ำจืด จำนวน 68 ชนิด 14 วงศ์

คำนวณความเสียหายจากการสร้างเขื่อนแม่วงก์

พื้นที่น้ำท่วม

ข้อมูลยังไม่ตรงกัน ข้อมูลจากฝ่ายสนับสนุน (เช่น “เขื่อนแม่วงก์” ผลที่ได้มากกว่าผลกระทบจริงหรือ! - เดลินิวส์ 29 เมษายน 2555) บอกมีพื้นที่น้ำท่วม 11,000 ไร่ แต่นายวีระกร คำประกอบ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ยืนยันว่ามีพื้นที่น้ำท่วมแค่ 8,000 ไร่ ("วีระกร" ชาวบ้าน 3 จว. หนุนเขื่อนแม่วงก์ ยันได้มากกว่าเสีย พร้อมปลูกป่าทดแทน 2.5 หมื่น - มติชนออนไลน์ 27 เมษายน 2555) สรุปว่าเราคำนวณค่าเสียหายจากพื้นที่น้ำท่วม 8,000 ไร่แล้วกัน

จากสัดส่วนข้างบน ประมาณได้ว่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เป็นป่าดงดิบ ประมาณ 31% เป็นป่าเบญจพรรณ ประมาณ 59% เป็นป่าเต็งรังประมาณ 6.8% จึงประมาณสัดส่วนของป่าชนิดต่างๆ ในพื้นที่น้ำท่วม 8,000 ไร่ได้ว่า เป็นป่าดงดิบ 2,480 ไร่ เป็นป่าเบญจพรรณ 4,720 ไร่ เป็นป่าเต็งรัง 544 ไร่

ค่าเสียหาย
  • ตามสูตรข้อ 1-6 ซึ่งไม่ขึ้นกับชนิดป่า รวมเป็น 110,117.60 บาทต่อไร่ต่อปี คุณ 8,000 ไร่ก็ได้ 880,940,800 บาทต่อปี
  • ตามสูตรข้อ 7 ซึ่งขึ้นกับชนิดป่า เมื่อคำนวณตามพื้นที่ป่าข้างต้นแล้วได้ 363,037,112 บาทต่อปี รวมเป็น 1,243,977,912 บาทต่อปี หรือประมาณ 1,244 ล้านบาทต่อปี
ตัวเลขนี้คือตัวเลขที่กรมอุทยานฯ สามารถฟ้องคนที่สร้างเขื่อนแม่วงก์ และคิดค่าเสียหายเท่านี้ไปเรื่อยๆ ทุกปีๆ  โครงการเขื่อนแม่วงก์ใช้งบประมาณ 13,000 ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 8 ปี ในช่วง 8 ปีนั้นสามารถคิดค่าเสียหายได้ 9,952 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าเสียหายต่อคนทั้งประเทศ (รวมทั้งโลกด้วย) ดังนั้นเมื่อเขื่อนสร้างเสร็จจึงมีต้นทุนที่แท้จริงไม่ใช่ 13,000 ล้านบาท แต่เป็น 22,952 ล้านบาท และมีค่าเสียหายต่อประเทศไปเรื่อยๆ อีกปีละ 9,952 ล้านบาท

กำไรคือประโยชน์ที่ได้มากกว่าต้นทุน แต่เวลาคิดต้นทุน ก็ต้องนำตัวเลขจากผลกระทบทั้งหมดมาใช้ในการพิจารณา ถ้ามั่นใจว่า ผล (ประโยชน์) ของเขื่อนแม่วงก์มากกว่าต้นทุนของประเทศ ก็ควรสร้างครับ

รูปจากข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ - siamfreestyle.com


26 เมษายน 2555

สันติภาพที่แท้จริง

"สันติภาพที่่แท้จริง. คุณยอมรับความแตกต่าง และยินยอมให้พวกเขาเป็นอย่างที่เป็น วิธีนี้คุณไม่ได้กำจัดพวกเขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องชอบ หรือแม้แต่อยากให้มีพวกเขา และไม่ได้หมายความว่าคุณเห็นด้วยรับรองแนวคิดทางการเมืองหรือศาสนาของพวกเขา"
-- "The Happniness Trap", Dr. Russ Harris
War
by kevin dooley


22 มีนาคม 2555

เขาไม่ได้ทำเพื่อเรา


เหนื่อยแค่ไหนยอมสู้
เดินฝ่ากระสุนทำได้
นอนกลางดินภูมิใจ
เขาจะพาไปที่ใด
แน่ใจไหม
จุดหมายเดียวกับเรา

ต้องระเบิดสักกี่หน
กว่าที่คนจะมองเห็น
ต้องสูญเสียสักกี่คน
กว่ามวลชนจะเข้าใจ
เลือดเนื้อที่เสียไป
เปลืองเปล่า
เพราะเขาไม่ได้ทำเพื่อเรา

dawvon
Sunday, October 17, 2010 at 11:20am

16 มีนาคม 2555

อยากให้ทักษิณกลับเมืองไทย


ผมเป็นประชาชนฝั่งตรงข้ามทักษิณที่อยากให้ทักษิณกลับเมืองไทยเสียที เพราะว่า

  1. เขาติดคุกอยู่ต่างแดน ทนทุกข์ทรมาณด้วยความโกรธแค้นมานาน จนถ้าติดอยู่เมืองไทยก็พ้นโทษไปแล้ว
  2. นอมินีของเขาบริหารประเทศสู้เขาไม่ได้สักคน ทำประชานิยมไปไม่ถึงไหน ยังทำความเสียหายไปตามทางอีกด้วย
  3. ถ้าเขากลับมาบริหารประเทศ เขาก็จะอยู่เป็นรัฐบาลยาว เดินหน้าประชานิยมได้เต็มที่

คนไทยชอบประชานิยมมาก จะว่าคนไทยโง่ก็ไม่ถูก เพราะแม้ประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้วก็ยังติดมันได้ ประชานิยมให้ผลชนะทางการเมืองเสมอ เมื่อเริ่มแล้วประชาชนก็จะติดเหมือนเฮโรอีน อย่างในกรีซ เมื่อสองพรรคใหญ่หันมาเกทับประชานิยมกันแล้ว ใช้เวลา 10 ปีก็มีสภาพอย่างที่เห็น บ้านเรา รัฐบาลที่แล้วประชาธิปัตย์ก็เริ่มเกทับประชานิยมเพื่อไทยแล้ว รัฐบาลนี้เลยเกทับกลับไปหลายเท่า อย่างนี้แปลว่าเริ่มนับถอยหลังได้ เราจะเลิกประชานิยมกับคนที่โดนเข้าไปขนาดนี้ได้อย่างไร?

ผมเริ่มเชื่อว่าประชานิยมเมื่อเริ่มแล้วไม่มีทางไปทางอื่น ต้องเดินไปจนจบคือล้มละลายเท่านั้น (ใครมีข้อมูลประเทศที่เลิกประชานิยมได้แบ่งปันด้วย) ถ้าคนไทยพร้อมใจกันพาทักษิณกลับมา เราก็จะถึงจุดนั้นเร็วขึ้น แล้วเมื่อ SHTF ก็มาเริ่มต้นกันใหม่แบบคลีนๆ ได้ปฏิรูปทุกอย่างในประเทศในคราวเดียว

และไม่ต้องห่วงว่าจะเสียเปรียบในการแข่งขัน ผมว่าประเทศเพื่อนบ้านเรา นอกจากมาเลย์และสิงคโปร์ ก็จะตามมาทางเดียวกัน ^_^!

12 กุมภาพันธ์ 2555

คุยกับคุณปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา เรื่อง พรบ.คุ้มครองผุ้เสียหายทางการแพทย์

บันทึกถ้อยคำสั้นๆ ที่ได้คุยกับคุณ ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา บน Facebook

ทำไมแพทย์บางคนถึงต่อต้าน พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ครับ? เขาเสียผลประโยชน์อย่างไร? ผมนึกว่าดีต่อแพทย์ทุกคนเสียอีก

แพทยพาณิชย์สภา ต่อต้าน พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ เพราะ กก.ส่วนใหญ่คือเจ้าของ รพ.เอกชน พรบ. ต้องมีการจ่ายสมทบกองทุน รพ.เอกชนกลัวต้องเปิดเผยรายได้ เพราะการจ่ายต้องอิงรายได้ต่อหัวค่ะ

มีการพิจารณาที่มาของกองทุนเป็นแบบอื่นบ้างไหมครับ?

ถือหลักใครก่อให้เกิดความเสียหายต้องรับผิดชอบ คนไข้ไทยมี 4 ประเภท บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ และรพ.เอกชน คนไข้บัตรทอง รัฐมีงบให้ 1 แสนล้านต่อคนไข้ประมาน 48 ล้านคน ม.41 ของ พรบ.ประกันสุขภาพแห่งชาติ กันเงิน 1% เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้น (ไม่ใช่ชดเชย) ปีละ 1 พันล้าน / 10 ปีมีเงินสะสมนับหมื่นล้าน ใช้ไปเพียงหลักร้อยล้าน เนื่องจากอ่อนประชาสัมพันธ์

เงินเหลือหลายพันล้านจะถูกโอนมาไว้ในกองทุนคนไข้สวัสดิการข้าราชการ รัฐให้งบประมาน 5 หมื่นล้านต่อคนไข้ประมาน 5 ล้านคน ไม่เคยมีการกันเงินชดเชยความเสียหาย คนไข้ประกันสังคม มีเงินมหาศาล แต่ก็ไม่เคยกันเงินชดเชยคนไข้เช่นกัน

กองทุนของคนไข้ทั้งสามสิทธิ ต้องร่วมกันเงินอาจจะสักไม่เกิน 3% (เงินคนไข้) มาร่วมจ่ายสมทบกองทุน ส่วน รพ.เอกชน ปกติดูดบุคคลากรภาครัฐไปโดยไม่เคยลงทุนผลิตเอง ทำกำไรปีละนับแสนล้าน จ่ายภาษีครบหรือไม่ยังไม่มีใครตอบ พอจะจ่ายสมทบกองทุน กลับอาศัยอำนาจของ "แพทย์พาณิชย์สภา" ปลุกระดมต้าน พรบ. เพราะกลัวการจ่ายสมทบ

เท่าที่คลุกวงในมาตลอด ไม่เห็นหน่วยงานไหนเสนอวิธีการจ่ายสมทบที่ต่างออกไป ยกเว้น "แพทยพาณิชย์สภา" พยายามจะขยายเงิน ม.41 ของคนไข้บัตรทองมาจ่ายชดเชยแทน รพ.เอกชน อย่างน่าเกลียดอยู่ขณะนี้


ประชานิยม @ กรีซ


ข่าวเก่า 5 ตุลาคม 2554

วิกฤติหนี้กรีซ” ซึ่งเกิดจาก “โครงการประชานิยม” ล้วนๆ จนรัฐบาลเป็นหนี้ท่วมหัว หนี้ประชานิยมกรีซสะสมมา 20-30 ปี เพิ่งมาออกฤทธิ์ในวันนี้ นโยบายประชานิยมกรีซ เริ่มตั้งแต่ การขึ้นค่าจ้างแรงงาน ขึ้นเงินเดือนจ้างงานในภาครัฐอย่างฟุ่มเฟือย การเพิ่มสวัสดิการสาธารณสุข เพิ่มบำเหน็จบำนาญ ด้วยข้ออ้างว่า การเพิ่มค่าจ้างและสวัสดิการเหล่านี้ จะทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้มีกำลังซื้อมากขึ้น เศรษฐกิจจะรุ่งเรือง 

สองพรรคการเมืองกรีซคือ พรรคปาซก และ พรรคประชาธิปัตย์ใหม่ ที่ผลัดกันขึ้นมาเป็นรัฐบาล ต่างก็แข่งกันหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยมใหม่ๆ ปรนเปรอชาวกรีซจนโงหัวไม่ขึ้น แข่งกันขึ้นเงินเดือนค่าจ้างเบิ้ลกันสองพรรค เหมือนที่เกิดขึ้นในเมืองไทยวันนี้ ท่ามกลางการทุจริตคอรัปชันจากโครงการประชานิยมมากมาย ใครที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายประชานิยม ก็จะถูกประชาชนต่อต้าน

สถานการณ์ล่าสุด 11 กุมภาพันธ์ 2555

กลุ่มผู้ประท้วงบางส่วนเผายางรถยนต์ และทุบทำลายกระจกร้านค้า กลุ่มผู้ประท้วงบางส่วนได้ขว้างปาก้อนหินและระเบิดเพลิงใส่ตำรวจปราบจลาจลด้วย ด้านตำรวจตอบโต้ด้วยการยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม

รัฐบาลกรีซได้ประกาศเตรียมที่จะปรับลดอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำลง 20% พร้อมกับปรับลดเงินบำนาญข้าราชการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และสหภาพยุโรป (EU) ในการอนุมัติเงินช่วยเหลือกรีซครั้งที่ 2 มูลค่า 130 พันล้านยูโร ก่อนที่พันธบัตรรัฐบาลกรีซมูลค่า 14.5 พันล้านยูโร จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 20 มีนาคม 2555 นี้

11 กุมภาพันธ์ 2555

ดัดจริต


ผมเป็นคนดัดจริต
ชอบคิดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง
สมมุติ ถ้าผมโกรธใครสักคน
เช่น โดนใครขับรถปาดหน้า
ผมอาจจะอยากเอาคืนหรือตามไปด่าเขาแรงๆ

แต่เนื่องจากผมขี้ขลาด
และนี่เป็นโอกาสเดียวในชีวิตที่จะได้เจอเขา
การทำให้เขาเข้าใจความผิดจึงไม่มีประโยชน์
ต่อผม

ผมจึงอวยพรให้เขาในใจด้วยความห่วงใย
เพราะครั้งหน้าเขาอาจถูกชนท้ายหากคันหลังยั้งไม่ทัน
หรืออาจโดนไล่ล่าเหมือนในหนัง
หากไปเจอกับคนอีกแบบพร้อมปืนในมือ

ดังนี้เองผมจึงเป็นคนดัดจริต
เพราะคนตรงคงต้องเอาคืนให้เจ็บใจเท่าเทียมกัน
ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
ความเกลียดชัง ต่อความเกลียดชัง
เลือดต่อเลือด.
By Stephen Poff

10 กุมภาพันธ์ 2555

รัฐบาลของ...


ผมเป็นคนส่วนน้อย
แยกแยะผิดถูกชั่วดี
ติเตียนคนชั่ว ชื่นชมคนดี
เหยียดหยามคอรัปชัน
รังเกียจความรุนแรง
ใช้ชีวิตพอเพียง
ใช้น้อย ทำมาก ให้โอกาสคนอื่น
สำนึกบุญคุญแผ่นดินให้เสรีภาพ
และผู้ที่รักษามันไว้ตลอดมา

ผมเป็นคนส่วนน้อย
ไม่มีผลกับการเลือกตั้ง
หวังคำสาปแช่งรัฐบาล
จะเป็นผลสักวัน.

ฉันเป็นคนส่วนใหญ่
เป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ
คนดีมีที่ไหน ฉันเห็นคนชั่วทั่วไป
ปากถือศีลมือถือสาก ทำร้ายกัน
ฉันไม่เคยมีโอกาส หรืออย่างน้อย
ก็ไม่เคยมีโอกาสเท่าคนพวกนั้น
ฉันจึงต้องใช้มันให้คุ้มค่า
ทุกบาททุกสตางค์ ทุกบัตรทุกบัญชี
เพราะมันคือการลงทุนเท่าที่ฉันมี
ฉันว่าทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน
และวันนี้เท่านั้นที่สำคัญ

ฉันเป็นคนส่วนใหญ่
ฉันเป็นคนเลือกรัฐบาล
รัฐบาลที่ไม่เคยดูถูกฉัน
และไม่เคยทำให้ฉันผิดหวัง.
Edades/ Ages by Lee Cofa

9 กุมภาพันธ์ 2555

คนนอก


บ้านเมืองนี้ ไม่ใช่ของเรา
เหมือนกำลังอยู่ต่างแดน
เหมือนอาศัยเขาอยู่
หากเขาไม่ต้องการเมื่อใด
เราก็คงต้องจากไป

บ้านเมืองนี้ ผู้คนละทิ้งที่มา
ไม่มีใครสนใจที่ไป
อยู่กันไปวันๆ
จนต่างพากันสงสัย
เราอยู่กันได้อย่างไร
by jef safi (writing)

28 มกราคม 2555

Hooligan


อยากเห็นคนที่เกลียดทักษิณ ด่าทักษิณและเพื่อไทยไป
อยากเห็นคนที่รักทักษิณหรือเกลียดทหาร ด่าทหารและประชาธิปัตย์ไป
เพราะแบบนี้สังคมไทยจะดำเนินไปตามปกติ
และความเปลี่ยนแปลงที่ต้องการจะเกิดขึ้นในโอกาสที่ควรกับเหตุผล

ไม่อยากเห็นคนที่เกลียดทักษิณ ด่าคนที่รักทักษิณหรือเกลียดทหาร
ไม่อยากเห็นคนที่รักทักษิณหรือเกลียดทหาร ด่าคนที่เกลียดทักษิณ
ในขณะที่ผู้เล่นในสนามการเมืองเกี้ยเซี้ยกันสมประโยชน์ทุกฝ่าย
แฟนที่เชียร์แต่ละฝ่ายกลับตีกันถึงเลือดและชีวิต ซีเรียสกว่าเกมของผู้เล่น
เพราะแบบนี้สังคมไทยจะไม่มีทางออก
และความเปลี่ยนแปลงที่ฝ่ายหนึ่งต้องการ
จะเกิดด้วยความรุนแรงแบบที่ทุกคนประณาม
เพื่อทำให้อีกฝ่ายหนึ่งหมดไป.

by CottonIJoe

24 ธันวาคม 2554

เศรษฐศาสตร์ตะวันตกผลิตอะไรขายได้ก็กำไร?


เศรษฐศาสตร์ตะวันตกสอนให้เราผลิตอะไรขายก็ได้ที่มีคนซื้อในราคาสูงกว่าต้นทุน ก็เรียกว่ากำไรเสมอ

ลองนึกถึงคนขุดทองในอเมริกายุคตื่นทอง แค่เพียงใครขุดหรือร่อนไปเจอแร่ทอง แค่นั้นก็กำไรทันที เหมืองทับทิมในจันทบุรีก็เช่นกัน เป็นความรู้สึกที่น่าอัศจรรย์สำหรับคนสมัยนี้ เพราะแค่ค้นพบทรัพยากรธรรมชาติที่ยังไม่ได้แปรรูปเท่านั้น ก็ทำให้หลายคนรวยเป็นเศรษฐี

แล้วมันก็หมดไป ทุกวันนี้ทับทิมที่ซื้อขายในตลาดพลอยจันทบุรีมาจากพม่า วันนี้เรามีการใช้ทองที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาลคือในวงจรอิเล็กทรอนิคส์ แต่ทองไม่ได้หาง่ายเหมือนก่อนแล้ว


แม้การเผาป่าไม้ทิ้งก็ยังกำไร หากเพื่อเอาที่ไปปลูกปาล์มหรือถั่วเหลือง การผลิตที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่สร้างใหม่ไม่ได้ อย่างน้ำมัน แหล่งน้ำ หรือแร่ธาติต่างๆ คิดอย่างเศรษฐศาสตร์แบบเดิมอย่างไรก็กำไร


เราเคยชินกับการเผาน้ำมัน 1 ลิตรเพื่อขนของไปได้ระยะ 10 กิโลเมตรซึ่งกำไร ถ้าทำให้ใกล้คนซื้อมากขึ้นและเร็วขึ้น เพราะถ้าเราใช้คนขนจะใช้เวลาหลายชั่วโมงและเหนื่อยมาก น้ำมันเพียง 1 ลิตรมีพลังงานมโหฬาร เมื่อเทียบกับแรงงานมนุษย์ เมื่อเทียบกับค่าแรงพวกเราแล้ว ราคาน้ำมันนั้นถูกเหมือนได้เปล่า

ความจริงมันถูกเมื่อไม่ได้คิดต้นทุนของวัตถุดิบคือน้ำมันดิบที่อยู่ใต้ดิน

แนวคิดร่วมสมัยจึงเตือนให้เราคำนึงถึงต้นทุนของทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ไปในการผลิตด้วย น้ำมันเราซื้อมาก็จริง แต่ต้นทุนของมันมากกว่าราคานั้นมาก ค่าไฟเราจ่ายก็จริง แต่ถาม กฟผ. ดูก็จะรู้ว่าเขาใกล้จนปัญญาที่จะผลิตให้ได้มากกว่านี้แล้ว (นอกจากใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์)

เราจะตระหนักราคาที่แท้จริงก็ต่อเมื่อมันเหลือน้อยแล้วแบบทอง หรือหมดไปแล้ว อย่ารอว่าต่อไปเราจะมีเทคโนโลยีที่ดีกว่านี้ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเราไม่พอ แต่คือวิธีคิดที่ผิดธรรมชาติ ไร้เหตุผล และเห็นแก่ตัวอย่างที่สุดต่างหาก

15 ธันวาคม 2554

ใครปั่นหัวเรา


คุณเชื่อผมไหมว่า ทักษิณไม่ได้เลวเท่าที่คุณคิด
คุณเชื่อผมไหมว่า อภิสิทธิ์หรือป๋าก็ไม่ได้เลวขนาดนั้น
ลองทบทวนดูจะรู้สึกไหมว่า ในประวัติศาสตร์
ก็ไม่มีใครเลวขนาดที่เรากำลังรู้สึกอยู่กับคนคนนั้น
มันเป็นความรู้สึกที่เกินความจริงไปมากมายหลายเท่า

บางคนอธิบายว่าเรากำลังเป็นเหยื่อของการถูกปั่นหัวด้วยข้อมูลเท็จ
แต่ทุกฝ่ายต่างก็รับข้อมูลชุดเดียวกัน ทั้งจริงและเท็จ
แต่เลือกที่จะเชื่อบางส่วนที่เข้ากันได้กับความเชื่อของตัวเองมากกว่า
บ่อยครั้งที่เราไม่สนใจว่าข้อมูลที่เราเชื่อจะจริงหรือเท็จด้วยซ้ำไป
บางครั้งแม้มารู้ทีหลังว่าข้อมูลที่เราเชื่อไปแล้วนั้นเป็นเท็จ
เรายังบอกว่า "ก็ไม่เสียหายอะไร เขาก็ยังเลวมากอยู่ดี"

ปรากฏการณ์ทางสังคมนี้มาจากความบกพร่องของมนุษย์
ที่เรียกว่า Confirmation bias ทุกคนในสนามแห่งความขัดแย้งนี้
เริ่มต้นด้วยความเชื่อที่แตกต่างกันเพียง 2 เรื่อง
คือ ทักษิณโอเคหรือไม่ กับ รัฐประหารโอเคหรือไม่ 
หลังจากนั้นคนที่เชื่อว่าทักษิณโอเค
ก็จะเชื่อเฉพาะข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับทักษิณ
หลังจากนั้นคนที่เชื่อว่ารัฐประหารครั้งนั้นโอเค
ก็จะเชื่อเฉพาะข้อมูลที่ยืนยันว่ารัฐประหารครั้งนั้น
เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย

ความจริงมีคนกลุ่มที่สาม ที่เชื่อว่ารัฐประหารเลวร้าย
และทักษิณฉ้อฉล แต่อำนาจของ Groupthink
ก็ทำให้เขายอมรับว่า ทักษิณโอเค ไปด้วย
โดยอาศัยวาทกรรมเช่น
"อย่างไรทักษิณก็ไม่เลวร้ายเท่ารัฐประหาร"

ผมไม่เคยเชื่อวาทกรรมว่า
"พวก...ถูกปั่นหัว ถูกใช้เครื่องมือ"
วาทกรรมที่ทุกฝ่ายใช้กับฝ่ายตรงข้าม
ผมไม่เชื่อว่าแกนนำม็อบปั่นหัวแนวร่วม และใช้แนวร่วมเป็นเครื่องมือ
ผมเชื่อว่าแกนนำเชื่ออย่างนั้นจริงๆ
สุดท้ายจริงๆ ไม่มีใครปั่นหัวใคร
ด้วย confirmation bias
เรานั่นแหละ ที่ปั่นหัวตัวเอง.

12 ธันวาคม 2554

คนในสังคมนั้น

ในสังคมที่ไม่เชื่อในความดี ไม่เชื่อในการรักษาความดี
ในสังคมที่ชื่นชมการทำผิดจริยธรรม ยอมรับได้กับคอรัปชัน
ในสังคมที่ติเตียนความดี ด้วยข้อกล่าวหาว่ามือถือสากปากถือศีล
คนในสังคมนั้นจึงใช้มือถือสากปากถือสากเข้าหากัน
ในนามของความจริงใจ และยอมรับสากของกันและกันว่าดี
พวกเขาเชื่อว่าเป้าหมายสำคัญกว่าหนทาง
และยอมรับว่าจะใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้ถึงเป้าหมาย
ในสังคมที่ความจริงไม่มีความหมาย เพราะขึ้นอยู่กับใครมอง
เพราะข้อมูลที่รับรู้กันจะถูกดัดแปลงไปทีละน้อยตลอดทาง
เพื่อช่วยเพิ่มความสำเร็จของเป้าหมาย
เพราะเป้าหมายสำคัญว่าหนทาง
และความตรงไปตรงมาเป็นเรื่องน่าขบขัน
ในสังคมที่ไม่เห็นค่าของสัจจะ คงหาสัจจะได้ยากเกินไป

11 ธันวาคม 2554

โลกไม่ได้เป็น zero-sum game เสมอไป

พักหลังเห็นคนชอบวาดภาพโลกแบบ zero-sum game และใช้มันกับทุกเรื่อง แต่ไม่จริงหรอก อย่างแต่ก่อนคนอาจมองว่านักธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันจะต้องแข่งกันเพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด แต่เดี๋ยวนี้นักธุรกิจกลับชอบคลัสเตอร์กันเพื่อทำให้ตลาดมันโตขึ้นด้วยซ้ำไป หรือเพื่อให้ตัวเองมีประสิทธิภาพมากขึ้นมีต้นทุนลดลง

คำถามคือเมื่อไหร่ที่โลกรอบตัวเราจะเป็น zero-sum game?

  • ถ้าเราเป็นผู้บริโภค โลกนี้จะเป็น zero-sum game เราต้องแย่งเอามาให้ได้มากที่สุดก่อนที่มันจะหมด นึกถึงน้ำมัน ไม้ ทอง และน้ำขวดหรือเรือในช่วงมหาอุทกภัยเป็นตัวอย่าง 
  • แต่ถ้าเราเป็นผู้ผลิต โลกก็จะเป็น non-zero-sum game ไม่จำเป็นที่คนหนึ่งได้แล้วอีกคนหนึ่งจะต้องเสีย หากทุกคน "ให้" คุณค่าบางอย่างออกไป นึกถึงอาหาร แรงงาน เวลา ความคิดสร้างสรรค์ หรือกำลังใจ
ไม่ว่าเราจะผลิต หรือให้บริการอะไร หรือใช้แรงงานไปเพื่อขับเคลื่อนสังคมให้ดำเนินไปตามหน้าที่ความรับผิดชอบขอบแต่ละคน หรือเราจะค้าขายเพื่อให้คนอื่นได้รับสินค้าและบริการจากอีกคน กิจกรรมเหลานี้ทำให้เกิดคุณค่ามากขึ้นกว่าหากไม่ได้ทำ หรือเพียงการที่เราให้เวลากับคนอื่นอย่างที่เรียกว่าการสังสรรค์ แต่ละคนต่างเสียเวลาไป แต่คุณค่าที่ได้กลับมาย่อมมากกว่าหากเราตัดสินใจใช้เวลากับสิ่งอื่น มิฉะนั้นเราคงไม่ทำกันบ่อยๆ ลองนึกถึงการให้เวลากับลูก หรือแม้แต่กับหมาหรือแมว ทั้งเราและเขาต่างก็ได้โดยที่ไม่มีใครเสีย

สังคมที่ซับซ้อนและพึ่งพากันมากๆ จะมีแนวโน้มเป็น non-zero-sum มากกว่าสังคมที่ต่างคนต่างอยู่
การมองโลกแบบ zero-sum หรือ non-zero-sum มีผลอย่างมากต่อพฤติกรรมของเราในสถานการณ์ต่างๆ หากเรามองสถานการณ์ตอนนั้นเป็นแบบ zero-sum เราก็จะพยายามแย่งเอามาให้ได้ก่อนคนอื่น แต่หากเรามองสถานการณ์ตอนนั้นเป็นแบบ non-zero-sum เราจะพยายามสร้างคุณค่าให้กับคนอื่น เพื่อที่ทุกคนจะได้ win-win

เป็นไปได้ไหมว่า เราอาจจะประเมินสถานการณ์บางอย่างผิด จากที่จริงเป็น non-zero-sum แต่เราเข้าใจว่าเป็น zero-sum ผลก็คือต่างคนต่างจะแย่งคุณค่าจากสนามนั้นไปจนหมด ทั้งที่จริงแล้วมันจะเติบโตและรุ่งเรืองต่อไปได้มาก แต่เมื่อทุกคนต่างคิดว่า "เดี๋ยวหมด" จึงแย่งกันจนมันหมดไปจริงๆ ดีไม่ดี ประเทศไทยอาจกำลังอยู่ในสภาพนั้นหรือเปล่า

ความคิดสร้างสรรค์

บริษัทเทคโนโลยีสมัยใหม่ยืนอยู่บนความคิดนี้อย่างสุดขั้ว เพราะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำไปว่าตลาดไอทีจะขยายไปถึงไหน มันเริ่มครอบคลุมเข้ามาในชีวิตประจำวันของเราเกือบทั้งชีวิตแล้ว พวกเขาชอบที่จะสร้างเครื่องมืออะไรสักอย่างเพื่อให้พวกเราทำงานได้ดีขึ้น บ่อยครั้งที่สร้างให้ฟรีๆ ด้วยซ้ำไป แต่ถ้าเข้าใจว่าในสนามแห่งความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งเราทำประโยชน์ให้คนอื่นได้มาก เขาก็ยอมจ่ายให้เรามากเช่นกัน

จริงๆ Apple นั่นเองที่เป็นที่มาของบทความนี้ มีคนบอกว่า ไม่มีธุรกิจอะไรดีไปกว่าการทำประโยชน์ให้คนอื่น เพราะ Apple ได้สร้างอะไรมากมายให้เราใช้งานในชีวิตประจำวัน เพราะสิ่งนั้น Apple จึงกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ทั้งหมดโดยแทบไม่ต้องไปแย่งตลาดจาก Microsoft หรือ IBM ตลาดไอทีโลกเป็น non-zero-sum อย่างชัดเจน เพราะทุกคนสร้างสิ่งใหม่ตลอดเวลา

สำหรับชีวิตส่วนตัวของเราเอง ผมเชื่อว่าการมองแบบ zero-sum ตลอดเวลาทำให้เราเป็นทุกข์เปล่าๆ แล้วสุดท้ายก็ทำลายสนามที่จริงๆ เป็น non-zero-sum ไปเรื่อยๆ ผมเชื่อว่าหากเรามองหาสนามที่เป็น non-zero-sum อยู่เสมอ เราจะพบมันอยู่รอบตัวตลอดเวลา


Kuwait Finance

10 ธันวาคม 2554

สนามรบแห่งอุดมการณ์

สงครามเป็นความอัปลักษณ์ของอารยธรรมมนุษย์
เวลาที่เราฆ่าอีกคนหนึ่งได้ในนามแห่งความรักแผ่นดิน 
คนหนึ่งมีความเป็นธรรมที่จะฆ่าคนอีกคนได้เมื่อไหร่ 
เชื่อไหมว่า "ความเป็นธรรม" ที่ว่านั้นเปลี่ยนไปตามเวลา 
ทหารเยอรมันสมัยนาซีผ่านนาทีนั้นไปแล้ว
ยังไม่เข้าใจว่าทำสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร
ทหารเขมรแดงก็เช่นเดียวกัน
เพราะเราจะทำร้ายคนอีกคนในนามของความถูกต้องเสมอ

สังคมไทยกำลังยืนอยู่ที่ประตูสนามรบแห่งนั้น
เราจะหยุดและเริ่มเดินถอยหลัง
หรือจะมุ่งไปสู่ความล่มสลาย เพื่อจะเริ่มต้นใหม่
บนซากศพและซากปลักหักพังของวัฒนธรรมที่ไม่เคยได้วัฒนา

-- 10 ธันวาคม 2554 - วันรัฐธรรมนูญ

เราควรจะรู้สึกอย่างไรในวันรัฐธรรมนูญ?

วันนี้วันรัฐธรรมนูญ พร้อมกับเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง ตามแบบสลิ่มเฟซบุ้คก็ต้องพึ่งโหนต่องแต่งให้มาฟันธงว่าชีวิตฉันจะเป็นอย่างไรต่อไป

สังคมมืดมัว โหนคนหนึ่งทำนายไว้ โหนส่วนใหญ่ทำนายว่าจะเกิดภัยภิบัติใหญ่กับแผ่นดิน บุคคลสำคัญ การค้า การเงิน และวงการบันเทิง ฯลฯ ทายกว้างขนาดนี้ยังไงมันต้องถูกสักอย่างเพราะ "shit happens" ได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในรัฐล้มเหลวอย่างไทย เราจึงยังต้องพึ่งคนที่จะชี้ทางให้เราได้อย่างโหน หมอดู หรือริว จิตสัมผัส เพราะอาจจะมีพลังงานหรือวิญญาณอยู่ในราชดำเนินก็เป็นได้

เราควรจะรู้สึกอย่างไรในวันรัฐธรรมนูญ?

เราควรเฉลิมฉลองที่เราก็มีรัฐธรรมนูญกับเขาเหมือนกัน หรือดีใจยิ่งกว่านั้นที่มีถึง 18 ฉบับ ใน 79 ปี เรียกว่าเขียนกันใหม่กันทุก 4 ปีกันเลยทีเดียว จะเป็นเพราะเรามีนักกฏหมายมหาชนมือฉกาจหรือเปล่าคงไม่ใช่ แต่คงเป็นเพราะพวกเราอ่อนแอกันมากกว่า

หรือว่าเราควรจะไว้ทุกข์ให้กับรัฐธรรมนูญ เพราะจะว่าไปรัฐธรรมนูญบ้านเราก็แปลก แทนที่จะวางหลักการสำคัญๆ เอาไว้ในสังคมเห็นวิชันปลายทางในอนาคตของประเทศร่วมกัน กลับกลายเป็นวิธีบังคับให้นักการเมืองทำในสิ่งที่เขาไม่อยากทำ เนื่องจากว่าเราไม่มีทางกำหนดทิศทางของนักการเมืองหลังจากที่ได้รับการเลือกตั้งไปบริหารบ้านเมืองแล้ว เหมือนกับประเทศอื่น พักหลังนี้ประชาชนเลยต้องทำทุกวิธีเพื่อที่จะได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม ประมาณว่าสามารถบังคับให้นักการเมืองเดินไปตามทางที่ถูกต้อง แต่ก็ไม่เคยสำเร็จสักครั้ง ทุกวันนี้เราก็ยังฝันถึงรัฐธรรมนูญใหม่ที่ดีกว่านี้ขึ้นไปอีก เหมือนเราเป็น "กบเลือกรัฐธรรมนูญ" อย่างไรอย่างนั้น สุดท้ายก็ถูกนกรัฐประหารเอาไปกินเหมือนเดิม

ลองทบทวนดูแล้วหากเรามีนักการเมืองที่ดีเหมือนในประเทศอื่น คำว่าดีหมายถึงทำเพื่อส่วนร่วมด้วย และต้องหน้าบางด้วย ถ้าเรามีคอมมูนิตี้ของนักการเมืองแบบนั้น เราก็ไม่ต้องสนที่จะร่างรัฐธรรมนูญใหม่อีก เพราะนักการเมืองจะเดินไปในเส้นทางที่ถูกได้เอง เส้นทางเช่นการกระจายอำนาจ การปฏิรูประบบราชการ และกระบวนการยุติธรรม หลายๆ เรื่องที่เราไม่มีทางได้เห็นในสังคมนี้

ผมเชื่อวลีที่ว่า ประชาชนเป็นอย่างไร ก็ได้นักการเมืองอย่างนั้น ดูละคอนหนังข่าว แล้วย้อนมาดูตัว ก็จะเข้าใจว่านักการเมืองน้ำเน่าเข้ามาได้อย่างไร เพราะคนไทย (และประเทศ ASEAN ส่วนใหญ่) เป็นพวกที่ใช้อารมณ์ดราม่า มากกว่าเหตุผล มากกว่าผลประโยชน์ของตัวเองด้วยซ้ำไป ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนเห็นแก่ผลประโยชน์ของตัวเอง เราจะได้นักการเมืองที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม แต่หากเรายัง "ฆ่าได้ หยามไม่ได้" หรือมีความรู้สึกไม่สบายใจเวลา "ครงนี้ท่วม แต่ตรงนั้นไม่ท่วม" หากพวกเราตัดสินใจด้วย Groupthink อย่างทุกวันนี้

เผารัฐธรรมนูญทิ้งก็ได้ครับ

5 พฤศจิกายน 2554

RIP ประเทศไทยอย่างที่เราเคยรู้จัก


กรุงเทพชั้นในจะท่วมก็ไม่ใช่เพราะน้ำแต่เพราะ "ผมเปียกคุณก็ต้องเปียกนะครับ" เพราะคนรังสิตส่วนหนึ่งเข้าใจว่าในกรุงเทพมีแต่ คน กรุงเทพ ไม่สนใจโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั้งหมด มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ทั้งหมด สถานที่ราชการทั้งหมด สำนักงานใหญ่ของกระทรวงทั้งหมด สำนักงานใหญ่ของธุรกิจทั้งหมด ชุมสายกลางของโทรศัพท์พื้นฐาน อินเทอร์เน็ตทุกยี่ห้อ และมือถือทุกยี่ห้อ

ความผิดพลาดคือ ทำไม ศปภ.ถึงอธิบายให้คนแถบรังสิตเข้าใจข้อมูลแค่ประโยคเดียวนี้ไม่ได้ ว่าถ้าน้ำท่วมนิคม (บางชันและลาดกระบัง) คนเป็นแสนจะตกงาน ถ้าน้ำท่วมกรุงเทพคนเป็นล้านจะตกงาน ความจริงนับแต่น้ำท่วมวันแรก ทุกคนในประเทศต้องร่วมกันปกป้องนิคมฯทั้งหมดและกรุงเทพเอาไว้ให้ได้ ไม่งั้นญาติพี่น้องเราเอง ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน ก็จะเดือดร้อนพร้อมกันหมด

แต่นับแต่วันแรกผมก็เห็นแต่ความคิดอยากให้กรุงเทพน้ำท่วมเพื่อจะได้ทำให้อยุธยาแห้ง ทั้งที่น้ำใช้เวลาอีกเดือนกว่าจะถึงกรุงเทพ จึงไม่ได้เกี่ยวกันเลย ควาดคิดว่าคนกรุงเทพต้องแบ่งความเดือดร้อนไปบ้าง ความคิดว่าคนกรุงเทพเห็นแก่ตัว ว่ารัฐบาลเข้าข้างคนกรุงเทพ ผมไม่เคยเห็นการทำความเข้าใจซึ่งเพียงต้องแยกระหว่าง "คนกรุงเทพ"  กับ "กรุงเทพ"  ออกจากกันให้ได้ แล้วบอกว่า "เราทุกคนต้องรักษากรุงเทพเอาไว้ให้ได้ ไม่ใช่เพื่อคนกรุงเทพ แต่เพื่อพวกเราทุกคนจะได้ทำมาหากินต่อไปหลังน้ำแห้งได้"  แต่หากน้ำท่วมกรุงเทพแล้ว กำลังซื้อทั้งหมดก็จะหายวับไปกับตาเป็นเวลาหลายเดือน

เชื่อว่าคนที่อยากให้กรุงเทพน้ำท่วม หลังจากผ่านวิกฤตินี้ไปแล้วต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจถดถอยอย่างหนัก ส่วนใหญ่ก็จะยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันเกิดจากความคิดว่า "ผมเปียกคุณก็ต้องเปียก" ซึ่งมันใช้กับประเทศไม่ได้เพราะเหมือนพูดว่า "ถ้าเป็นแผลที่หน้าอก ก็ต้องเป็นแผลที่หัวใจด้วย"  แต่พวกเราที่เข้าใจจะทำใจกับสถานการณ์นี้อย่างไร ในเมื่อคนไทยไม่เอื้อเฟื้อต่อกันเหมือนที่เคยเข้าใจผิดตอนเด็กๆ เมื่อคนไทยถือคติ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" และ "ถ้าผมฉิบหาย คุณก็ต้องฉิบหายเหมือนกัน" แต่ไม่ใช่ "ถ้าผมรุ่งเรือง คุณก็ต้องรุ่งเรืองเหมือนกัน" เพราะเมื่อประเทศเป็นเช่นนี้แล้ว เราทุกคนย่อมนึกภาพปลายทางได้ทันที

RIP ประเทศไทยอย่างที่เราเคยรู้จัก