14 มกราคม 2558

ทฤษฎี X และทฤษฎี Y ของแมคเกรเกอร์

แมคเกรเกอร์ ได้ชี้ให้เห็นถึงแบบของการบริหาร 2 แบบ คือ ทฤษฎี X ซึ่งมีลักษณะเป็นเผด็จการ และ ทฤษฎี Y หรือการมีส่วนร่วม แต่ละแบบเกี่ยวข้องกับสมมุติฐานที่มีต่อลักษณะของมนุษย์ดังนี้

19 ธันวาคม 2557

เขียน “เรื่องสั้น” ด้วยวิธีง่ายๆ กับชมัยพร แสงกระจ่าง

โดย ชมัยภร แสงกระจ่าง อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย

short-story“เรื่องที่จะอามาเขียนต้องประทับใจสุดๆ มีแรงปรารถนามากที่สุด ถามตัวเองว่าตั้งแต่มีชีวิตมา อ่านชีวิตรอบๆ ตัว ทำข่าวที่หาข้อมูลมาทั้งหมด มีเรื่องอะไรกระทบใจสุด อยากเขียนมากที่สุด อะไรที่ร้ายแรง เศร้าที่สุดในชีวิตเรา ความตายครั้งแรกทีเรารู้จัก ของเหล่านี้กระตุ้นเรา เป็นกุญแจสำคัญที่จะไข ชีวิตเรา” คำกล่าวของ ชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย กำลังจุดประกายต่อมความอยากเขียนของคนข่าวขึ้นมา

3 กันยายน 2556

เมนูไหนไม่อ้วน? ตารางปริมาณแคลอรี 99 เมนูอาหารไทย

เวลาลดความอ้วน การเลือกเมนูอาหารบางทียากเพราะกะปริมาณแคลอรีไม่ถูก อันที่เรานึกว่าน้อยบางทีเยอะก็มี กระทรวงสาธารณสุขทำข้อมูลนี้ไว้ เป็นอาหารไทยชนิดต่างๆ ที่ 100 กรัม (เฉพาะส่วนที่กินได้) ผมเอาเฉพาะส่วนที่เป็นอาหารจานเดียว มาเรียงตามปริมาณแคลอรีจากน้อยไปหามาก จะทำให้พอนึกภาพเปรียบเทียบกันได้บ้างเวลาเลือกเมนู ว่าอะไรปลอดภัยต่อน้ำหนักตัวกว่ากัน

ตามตารางที่น่าสนใจสุดๆ คงเป็น แกงส้ม, ซุบหน่อไม้, ส้มตำ, แกงไตปลา ทั้งหมดนี้น้อยกว่า 50 แคลอรีต่อ 100 กรัม

ที่มา: ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย

อาหาร แคลอรี
แกงส้มผักรวมกับปลา, ภาคกลาง  24
ซุบหน่อไม้, อีสาน  25
แกงหน่อไม้, ภาคอิสาน  26
ส้มตำ, อีสาน  28
แกงส้มผักรวม, อาหารเจ  33
แกงไตปลา  34
ซุบกะทิหน่อไม้  35
แกงน้ำเคย (แกงเคยปลา)  39
แกงบอน  39
ซุบมะเขือ, ภาคอิสาน (ยำมะเขือเปราะ)  40
ซุบหน่อไม้, กรุงเทพ  41
ส้มตำปลาร้า รวมผักสด  42
แกงหอยขม, ภาคอิสาน  44
แกงเหลืองใส่ปลา  44
แกงขนุนอ่อน  49
แกงอ่อมมะระใส่เห็ด, อาหารเจ  49
แกงเผือก (ใส่ปลา)  50
แกงส้มผักรวมกับปลา, ภาคใต้  50
ยำบูดู  50
เส้นหมี่, ลูกชิ้นเนื้อวัวน้ำ  51
แกงอ่อมปลา  53
แกงอ่อมเนื้อ  55
แกงผักกาดจอ, ภาคเหนือ  56
ซุบมะเขือยาว, ภาคอิสาน  59
ขนมจีนน้ำยาป่า, รวมผักสด  65
ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่, เย็นตาโฟ, น้ำ  72
เต้าเจียวหลน, รวมผักลวก  72
แกงพริกปลาตัวเล็ก  74
ยำก๋วยเตี๋ยวเซียงไฮ้, อาหารเจ  80
ขนมจีนน้ำยา, รวมผักสดและผักกาดดอง  81
กระเพราะปลา, ปรุงสำเร็จ  83
น้ำพริกปลาร้า, รวมผักลวก  83
ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่, ราดหน้ากุ้ง  84
ขนมจีนน้ำเงี้ยว, ผักรวม  84
ขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้, รวมผักสด  85
ส้มตำปู-กุ้ง  85
ขนมจีนน้ำนัวปลาร้ารวมผักลวก  87
ขนมจีนน้ำละชอ, ภาคใต้  91
แกงเขียวหวานหมู  93
ลาบเลือด, อิสาน  99
ยำสาหร่ายผมนาง  102
ก้อยอีสาน  105
แกงกล้วยกับไก่  105
ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่, ราดหน้าไก่  109
ขนมจีนน้ำยา ปักษ์ใต้, รวมผัก  109
ตำมะเขือพวง, ภาคอิสาน  109
ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสับ  112
ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่, ราดหน้าหมู  113
แกงไก่ใส่หยวกกล้วย, ภาคใต้  117
นาชิตีเน๊ะ (ข้าวอัดเป็นแท่งราดด้วยปลานึ่งและมะพร้าวคั่ว)  119
ลาบเนื้อ, อิสาน, รวมผักสด  119
ขนมจีนซาวน้ำ, ภาคกลาง  120
แกงขี้เหล็ก  122
ห่อหมกปลาช่อนใบยอ  126
แกงหอยขม, ภาคกลาง  130
ก๋วยเตี๋ยวแขก (ก๋วยเตี๋ยวแกง)  131
หมี่เหลืองผัดซีอิ้ว, อาหารเจ  131
ขนมจีนน้ำพริก, รวมผัก  152
ข้าวขาหมู  152
ผัดวุ้นเส้น(ผัดโฮ๊ะ), อาหารเจ  152
ข้าวแกงเขียวหวาน, ไก่  154
ข้าวซอยไก่  154
ผัดคั่วกลิ้งเนื้อวัว, ภาคใต้  154
ข้าวหมกไก่  158
นาชิมีเยาะ (ข้าวเจ้าหุงกับกะทิ ราดแกงตุมิ, แกงปลา)  163
ข้าวยำปักษ์ไต้  164
นาชิดาแฆ (ข้าวเจ้า + ข้าวเหนียว หุงกับกะทิ ราดแกงปลา) ภาคใต้  164
เส้นหมี่ผัดซีอิ้ว  164
ข้าวยำ (ข้าวสีม่วง)  169
ข้าวหมูแดง  169
หมี่กะทิ  173
ข้าวผัดหมู, ใส่ไข่  178
ลาบคั่วหมู, ภาคเหนือ  182
หมี่กรอบ, อาหารเจ  182
เย็นตาโฟ, อาหารเจ  188
ข้าวราดหน้าไก่ผัดใบกระเพรา  191
ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่, ผัดซีอิ้วใส่ไข่  195
ขนมผักกาด, ใส่ไข่  196
แกงหมูชะมวง  197
เกี๊ยนทอด, อาหารเจ  197
ข้าวมันไก่  199
ผัดหมี่ไทย, ภาคใต้  208
ข้าวคลุกกะปิ  209
น้ำพริกอ่อง  212
นาชิดาแฆ (ข้าวเจ้า + ข้าวเหนียว หุงกับกะทิ ราดแกงกุ้ง) ภาคใต้  213
หอยแมลงภู่ทอดใส่ไข่  219
แกงฮังเล  221
ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก, หมู, ตับ, แห้ง  227
ห่อหมกไข่ปลา, ภาคอิสาน  230
ข้าวเหนียวชุบไข่ปิ้ง  231
ไก่กอและ  233
ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย, ใส่ไข่  239
ก๋วยเตี๋ยวผัดปู, รวมถั่วงอกดิบ  243
ทอดมันถั่วเขียว, อาหารเจ  248
แกงมัสมั่นเนื้อ  252
ไส้กรอก, อีสาน, สุก  398
ไส้อั่ว  420
หมี่กรอบ  505

8 สิงหาคม 2556

Thai Caps Lock ซอฟต์แวร์คีย์บอร์ด Windows สวิตช์ภาษาด้วยปุ่ม Caps Lock

บน Windows ถ้าคุณไม่ชอบสวิตช์ภาษาด้วยปุ่ม ` หรือ Alt-Shift ติดตั้ง Thai Caps Lock แล้วสวิตช์ภาษาด้วยปุ่ม Caps Lock แทน (เหมือน Mac) เหมาะสำหรับคนที่ใช้ Mac สลับกับ Windows หรือ Linux admin ที่ใช้ Windows หรือคนที่ต้องการคีย์สัญลักษณ์ที่ปกติคีย์ไม่ได้ เช่นในงามพิมพ์หรืองานวิชาการ

  1. สลับภาษาด้วยปุ่ม Caps Lock ปุ่มที่กดง่ายที่สุด
  2. คีย์เครื่องหมายเช่น , - โดยไม่ต้องสลับภาษาไปมา
  3. คีย์เครื่องหมายที่ปกติใช้ยากเช่น • ◦ “​ ” – — © ™ € £ ¥ × ÷ ² ½

ขนาด 242 KB สำหรับ Windows 2000 ขึ้นไป ทั้ง 32/64 บิต
ฟรีแวร์ เวอร์ชันเบต้า 0.92 เผยแพร่ด้วย MIT License

พบปัญหา มีคำถามหรือคำแนะนำกรุณาแจ้งในช่องแสดงความคิดเห็นข้างล่าง



การติดตั้ง

  1. รันโปรแกรมติดตั้งไปจนจบ
  2. คลิกขวาที่ตัวแสดงภาษาคีย์บอร์ดด้านล่างของจอ เลือก Settings
  3. ในรายการคีย์บอร์ดของภาษาไทย จะเห็นคีย์บอร์ดสองอัน คือ Thai Kedmanee กับ Thai Caps Lock
  4. คลิกที่ Thai Kedmanee แล้วกดปุ่ม Remove
  5. คลิกที่ปุ่มรายการใต้ Default input language แล้วเลือก Thai Caps Lock ให้เป็นดีฟอลต์ตามรูป
  6. กด OK

เสร็จแล้วเมื่อสวิตช์คีย์บอร์ด (ด้วยปุ่ม ` หรือ Alt+Shift) เป็น TH คุณก็จะสามารถ

สลับภาษาไทยอังกฤษ ด้วยปุ่ม Caps Lock

  • Caps Lock ปิด – ภาษาไทย
  • Caps Lock เปิด – ภาษาอังกฤษ
(1) สลับภาษาง่าย (2) สามารถดูไฟ Caps Lock เพื่อรู้สถานะของภาษาคีย์บอร์ด (3) สามารถคีย์ตัว ` ได้

คีย์เครื่องหมายสัญลักษณ์ต่างๆ ด้วยปุ่ม Alt โดยไม่ขึ้นกับภาษาคีย์บอร์ดปัจจุบัน

สัญลักษณ์เดิมๆ (เช่น , . / ? ' - ) สามารถคีย์โดยใช้ Alt ขวา (และ Alt ขวา + Shift) ในตำแหน่งเดิม โดยไม่ต้องสลับภาษาไปมา

สามารถ 'คีย์' (บรรทัดนี้...) ได้โดย, ไม่ต้องสลับภาษา "ไป-มา"!

คีย์สัญลักษณ์ที่ปรกติคีย์ไม่ได้ ในตำแหน่งคีย์ที่จำง่าย

คีย์สัญลักษณ์สำหรับงานพิมพ์และงานวิชาการที่มีในฟอนต์ไทยของไมโครซอฟท์ทุกตัว แต่ปกติคีย์ไม่ได้ ไม่ต้องใช้ Alt+รหัส หรือโปรแกรม Character Map ใส่ “เครื่องหมายคำพูดเปิดปิด” หรือ bullet • ◦ และ dash – — หรือสูตรแบบ 2×5² ในข้อความของคุณได้บ่อยๆ อย่างง่ายดาย ด้วยปุ่ม Alt ขวา กับคีย์ปกติอีก 1 คีย์ ตามตาราง (บางส่วน) และรูปข้างล่าง

คีย์
Alt ขวา
Alt ขวา Shift
B Bullet
•
◦
C Copyright / Cent
©
¢
D Dash
–
—
E Ellipsis
…

M dash / space
—
em space
N dash / space
–
en space
O (= ฯ)
ฯลฯ
๚
P Pound / Pi
£
Q Quote
“

W (= ")
”

R
®

S Space
en space
em space
T Trademark
™
thin space
U Euro
€
µ
X
× (multiply)
÷
Y Yen
¥

[
‘

]
’

\
<wj>
<zwsp>
1

¹
2

²
3

³
4

¼
5

½
6

¾

สัญลักษณ์ทั้งหมดเมื่อกด Alt ขวา

ตัวสีดำคือที่จะได้เมื่อกดปุ่มสีฟ้าและ Alt ขวา ตัวสีเทาคือเมื่อกด Alt ขวา + Shift

 ข้อติดขัดและทางแก้

  1. สถานะภาษา
    ตัวแสดงภาษา (TH/EN) ใน task bar จะคงแสดงเป็น TH ตลอด ไม่เปลี่ยนเวลากด Caps Lock การดูว่ากำลังคีย์ภาษาอะไรให้ดูที่ไฟ Caps Lock
  2. ความเคยชิน
    ช่วงแรกอาจจะเผลอสวิตช์ภาษาด้วยปุ่มเดิมเป็น EN แล้วจะสวิตช์เป็นไทยด้วย Caps Lock ไม่ได้ ให้สวิตช์กลับเป็น TH ก่อน อาจต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนความเคยชินที่จะสวิตช์ภาษาด้วยปุ่ม Caps Lock แทน และหากใช้แต่ Thai Caps Lock แล้วไม่มีปัญหาอะไร ก็อาจจะลบคีย์บอร์ดภาษาอังกฤษได้ (ตัวแสดงภาษาก็จะหายไปด้วย)
  3. จะคีย์ตัวพิมพ์ใหญ่อังกฤษยาวๆ
    ตัวพิมพ์ใหญ่ภาษาอังกฤษจะพิมพ์ได้โดยการกดปุ่ม Shift ค้างไว้ ถ้าต้องการคีย์ตัวพิมพ์ใหญ่ภาษาอังกฤษยาวๆ จะต้องกดปุ่ม Shift ค้างไว้นาน วิธีที่สะดวกกว่าคือสวิตช์กลับเป็น EN ด้วยปุ่มสวิตช์เดิม (` หรือ Alt+Shift) แล้วจะใช้ปุ่ม Caps Lock คีย์ตัวพิมพ์ใหญ่ เสร็จแล้วก็สวิตช์กลับ
  4. พาสเวิร์ด
    เวลาคีย์พาสเวิร์ดต้องระวังให้ภาษาคีย์บอร์ดเป็นอังกฤษ บางที่เช่นพาสเวิร์ดของ Windows จะมีการเตือนว่าปุ่ม Caps Lock ติดอยู่ ซึ่งเมื่อใช้ Thai Caps Lock แสดงว่าคีย์บอร์ดเป็นอังกฤษถูกต้องแล้ว แต่ถ้าไม่เตือนแปลว่าเป็นภาษาไทยอยู่
  5. โปรแกรมที่ใช้ไม่ได้
    โปรแกรมโอเพนซอร์สที่ใช้ไลบารี GTK เช่น GIMP และ Inkscape จะคีย์ไทยได้ปกติ แต่เมื่อกด Caps Lock จะได้ภาษาไทยเหมือนเดิม ไม่ได้ภาษาอังกฤษ ทำให้ต้องสวิตช์ภาษาด้วยวิธีเดิม
  6. พบปัญหา
    กรุณารายงานปัญหาอื่นที่พบในช่องความคิดเห็นด้านล่าง

การถอนการติดตั้ง

  1. เปลี่ยนให้คีย์บอร์ดภาษาอังกฤษเป็นดีฟอลต์ โดยคลิกขวาที่ตัวแสดงภาษาคีย์บอร์ด แล้วเลือก Settings
  2. คลิกที่ปุ่มรายการใต้ Default input language แล้วเลือก English ให้เป็นดีฟอลต์
  3. แล้วเพิ่มคีย์บอร์ดภาษาไทยเดิมกลับเข้ามา โดยกดปุ่ม Add แล้วคลิกที่ Thai (Thailand) จะเห็นคีย์บอร์ดภาษาไทยทั้งหมด
  4. คลิกเลือก Thai Kedmanee ตัวเดิมที่ remove ไปตอนติดตั้ง Thai Caps Lock
  5. กด OK
  6. ถอนการติดตั้ง Thai Caps Lock โดยไปที่ Control Panel เลือก Programs and Features
  7. ในรายการซอฟต์แวร์ คลิกที่ชื่อ Thai Caps Lock กดปุ่ม Uninstall แล้วรันโปรแกรมถอนการติดตั้งไปจนจบ

26 กรกฎาคม 2555

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง (ไหม?)


กลับมาอ่านบทความของคุณศิรส เลยถือโอกาสสรุปความเห็นฟันธงสักหน่อย

คนรุ่นใหม่ไม่สนใจภาษาอังกฤษ

คน Generation X อย่างผมจะโตมากับวัฒนธรรมอเมริกัน ดูหนังฟังเพลงฝรั่ง ทีวีขาวดำนะ แต่ดูซีรีส์ฝรั่งพากย์ไทยอย่าง MacGyver, Charlie's Angels, Incredible Hulk, Knight Rider, The Dukes of Hazzard, Chips, The six million dollars man ฯลฯ ครั้งหนึ่งมีคนเอามินิซีรีส์มาฉายติดกันงอมแงมทั่วบ้านทั่วเมืองแบบเดียวกับแดจังกึม เรื่องนั้นชื่อ Roots เกี่ยวกับสามเจเนอเรชันของทาสในอเมริกา ลองนึกภาพแม่ป้านาอาของผมเฝ้าหน้าจอดูหนังเรื่องนี้ทุกคืน ทุกคนเจอกันก็คุยกันว่าเมื่อคืนทาสพวกนั้นถูกทรมาณอย่างไร คนรุ่นนั้นเป็นรุ่น Baby-boomers ซึ่งผ่านชีวิตในช่วงสงครามโลกมา ถ้าอยู่ในกรุงเทพต้องเคยหลบระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร ส่วนใหญ่จะได้เรียนหนังสือน้อย พวกเขาเห็นฝรั่งเป็นเทวดา และรู้สึกว่าการรู้ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งวิเศษ พวกเขาคาดหวังว่าลูกหลานโตไปจะใช้ภาษาอังกฤษได้ และ Gen X ก็คือผลผลิตของคนรุ่นนี้

ตอนเด็กๆ ผมรู้สึกว่าเมื่อผมอายุมากขึ้น ผมต้องใช้ภาษาอังกฤษได้ มันมาจากสิ่งแวดล้อมทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เหมือนไม่ใช่เรื่องที่ต้องสงสัย ผมว่าคนรุ่นผมจำนวนมากคิดแบบเดียวกัน บางคนโตแล้วอาจไม่ค่อยได้ใช้ภาษาอังกฤษแต่จะรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง เหมือนมีงานที่ยังทำไม่เสร็จ ผมเองเรียนหนังสือในเมืองไทยตลอด ไม่เคยได้ใช้ชีวิตในต่างประเทศนานๆ หลายปีก่อนผมมีโอกาสไปบรรยายในงานสัมมนาที่ฮังการี ในช่วงที่ฟังผู้บรรยายคนอื่นจากทั่วโลกพบว่าตัวเองฟังได้รู้เรื่องไม่เต็มร้อย รู้สึกตำหนิตัวเองขึ้นมาว่า อายุ 40 แล้วยังฟังฝรั่งพูดไม่รู้เรื่อง เลยได้รู้ว่าตัวเองมีค่านิยมที่ติดมากับยุคสมัยว่า "ผู้ใหญ่ต้องใช้ภาษาอังกฤษได้"

หลังจากนั้นผมเลยติด TED Talks เรื่อยไปจนถึง Talks at Google นอกจากจะได้ฟังบรรยายภาษาอังกฤษเรื่อยๆ แล้ว เนื้อหาพวกนั้นก็สุดยอดจริงๆ ทำให้อยากรู้เรื่องและอยากฟังจนจบ ความจริงภาษาอังกฤษผมไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ เพราะใช้อ่านหนังสือทางไอทีเท่านั้นจึงรู้ศัพท์ในชีวิตประจำวันน้อยมาก ถ้าดูหนังไม่เปิดซับไตเติ้ลจะดูไม่รู้เรื่องแล้ว ตอนนี้เลยต้องเริ่มหยิบวรรณกรรมมาอ่านเพื่อเพิ่มศัพท์ในหัว วันหนึ่งเวลาดูหนังจะได้ปิดซับไตเติ้ล ที่เปิดไว้แล้วจะไม่เห็นการแสดงทางสีหน้าของนักแสดงเลย

ผมทบทวนตัวเองแล้วจึงเข้าใจปัญหาของคน Generation Y และ Z ด้วยแบคกราวน์ชีวิตที่ต่างไปทำให้มีค่านิยมที่ต่างกัน ผมฟันธงว่าสาเหตุที่คนรุ่นนี้ใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้คือความรู้สึกอันเป็นค่านิยมว่า
ภาษาอังกฤษมีประโยชน์ ถ้ารู้ได้ก็ดี แต่ไม่ได้จำเป็น
ผมว่ามันต่างกับความรู้สึกของคนรุ่นก่อนที่รู้สึกว่า คนมีการศึกษาต้องใช้ภาษาอังกฤษได้ แน่นอนไม่ใช่ความผิดใคร เพราะสังคมไทยยุคหลังก็ไม่ได้เป็นเมืองขึ้นอเมริกันเหมือนแต่ก่อน เดี๋ยวนี้เพลงไทยหนังไทยทำดี เดี๋ยวนี้คนฟังเพลงไทยดูหนังไทยกันเป็นเรื่องปกติ ยิ่งกว่านั้นเรามองวัฒนธรรมอื่นสวยงามขึ้น ญี่ปุ่น เกาหลี กลายเป็นนิยามของแฟชัน ความใหม่ล่าสุด อยู่ที่เกาหลีไม่ใช่ที่อเมริกา ผมว่าคนที่จะมาแก้ปัญหาความไม่รู้ภาษาอังกฤษของคนไทยต้องเข้าใจพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป ต้องเข้าใจว่าเขาไม่เก่งภาษาอังกฤษไม่ใช่เพราะเขาโง่หรือขี้เกียจ แต่เพราะเดี๋ยวนี้มันไม่จำเป็น มันไม่คูล ไม่เท่ ไม่แนว มันเป็นส่วนหนึ่งของวิชาการ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชีวิต

คนรุ่นใหม่จะเรียนภาษาอังกฤษอย่างไร

แต่แน่นอนมีคนรุ่นใหม่ที่ใจก็สนใจภาษาอังกฤษ แต่พยายามแล้วก็ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ต่างจากการลดความอ้วนนั่นแหละ แต่บางคนอ้วนมากก็ยังลดความอ้วนสำเร็จ เขาทำได้ไง? สมมุติเราตัดคนที่ไม่อยากรู้ภาษาอังกฤษจริงๆ ออกไป ทำอย่างไรคนที่อยากรู้จะไปให้ถึงฝั่ง มันยากและใช้แรงมากเท่าความพยายามลดความอ้วนทีเดียว และผมว่าเขาต้องเริ่มจากการเปลี่ยนค่านิยมให้ได้ก่อน วิธีการไม่สำคัญ

ที่ผมเล่าเรื่องความรู้สึกต่อภาษาอังกฤษข้างบนนั้น ผมว่าคนรุ่นนี้จะนึกภาพไม่ออก ความรู้สึกว่า "คนมีการศึกษาต้องใช้ภาษาอังกฤษได้" หากยังใช้ไม่ได้เหมือนยังมีงานต้องทำอยู่ ผมว่าเบื้องต้นเขาต้องรู้สึกอย่างนี้ให้ได้ก่อน ถ้ายังรู้สึกว่า "รู้ก็ดี ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร" ก็เหมือนคนที่รู้สึกว่าอ้วนก็ได้ ไม่คอขาดบาดตาย พยายามยังไงก็จะลดน้ำหนักไม่ได้ ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความพยายาม แต่อยู่ที่ค่านิยม ปกติค่านิยมเราถูกปั้มขึ้นมาจากสังคมรอบตัว แต่บ่อยครั้งเราก็ปลูกฝังค่านิยมให้ตัวเองได้ คนที่ทำไม่ได้ป่านนี้คงดมกาวอยู่ใต้สะพานลอย คงไม่ได้อ่านโพสต์นี้อยู่แน่

อีกอย่าง เขาต้องประเมินตัวเองอย่างบริสุทธิ์ใจว่าภาษาอังกฤษของเขาได้เรื่องแค่ไหน ผมไม่เคยเจอคนรุ่นนี้บอกว่าภาษาอังกฤษตัวเองไม่ได้เรื่องเลยสักคน ส่วนใหญ่บอกว่าพออ่านได้ ดูหนังซาวน์แทรค ฟังเพลงฝรั่ง บางคนบอกเจอฝรั่งก็คุยได้บอกทางได้ ก็ดี แต่ที่ว่าใช้ภาษาอังกฤษได้ไม่ได้หมายถึงทักษะระดับนี้ แต่หมายถึงอย่างสมมุติคุณจะเรียนรู้อะไรสักอย่าง มีหนังสือภาษาไทยกับภาษาอังกฤษให้เลือก แล้วคุณเลือกด้วยคุณภาพของหนังสือ ไม่ได้เลือกเพราะภาษา หรือมากกว่านั้น คุณสามารถบรรยายหรือสอนเป็นภาษาอังกฤษแล้วตอบคำถามผู้ฟังได้ หมายความว่าภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่อุปสรรค ถ้าภาษาอังกฤษยังเป็นอุปสรรค แปลว่าคุณยังมีงานต้องทำอยู่

ไม่รู้ว่ามันจริงหรือเปล่านะที่ว่าคนมีการศึกษาต้องใช้ภาษาอังกฤษได้ มันไม่สำคัญด้วยซ้ำไปว่ามันจริงหรือเปล่า แต่ถ้าคุณจะใช้ภาษาอังกฤษให้ได้ คุณก็ต้องเริ่มจากค่านิยมนี้ เสร็จแล้วจะต้องทำอะไรบ้าง คุณก็รู้ด้วยตัวคุณเองอยู่หรอก


ข้อเขียนเรื่องนี้ของคนอื่น



21 มิถุนายน 2555

ฟังจริงๆ อย่างไร

ทุกคนที่หูได้ยินจะฟังเป็นมาตั้งแต่เด็ก สังเกตดูเด็กฟังคนเล่านิทานสามารถอินไปกับมันได้เหมือนพวกเราดูหนัง แต่โรงเรียนทำให้เราฟังแย่ลงเรื่อยๆ เมื่อเราต้องฟังสิ่งที่เราไม่อยากฟัง ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจก็ถามไม่ได้อีก เพราะจะทำให้ดูโง่ ผู้ใหญ่หลายคนจึงโตขึ้นมาพร้อมกับปัญหา ได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง หรือแย่กว่าคือ ฟังแต่ไม่ได้ยิน พร้อมทักษะที่สร้างปัญหาทั้งในความสัมพันธ์ ชีวิตส่วนตัว และในที่ทำงาน คือการ ฟังปลอม (pseudolistening)

ปัญหาในการฟัง

ฟังปลอมคือการได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง แต่พยายามแสดงออกว่ากำลังสนใจฟังอยู่ เช่น เออออพนักหน้า ส่งเสียงอือ อืม ดี โอเค เป็นต้น มันเป็นทักษะที่สิ้นหวังเพราะว่าคนพูดอย่างไรก็ต้องรู้ว่าคนฟังกำลังฟังปลอมอยู่ แล้วมันก็จะสร้างความหงุดหงิดให้กับคนพูดอย่างมาก เมื่อคนฟังโต้ตอบมาอย่างผิดคิว เช่นเวลาคนพูดถามคำถาม คนฟังปลอมจะไม่รู้ว่าเป็นคำถาม (แม้ว่าจะได้ยินคำพูดอยู่) เพราะว่าใจไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว แล้วมันก็จะเกิดความเงียบที่น่าอึดอัดขึ้น บางทีคนฟังอาจจะเดาได้ว่ามันคือคำถาม และพยายามตอบอะไรบางอย่างออกไปเพื่อให้พ้นจากสถานการณ์นั้น แต่คำตอบอาจทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลงไปอีก

อีกตัวอย่างหนึ่งที่สร้างความเครียดให้คนพูดได้มาก คือการผิดคิวทางอารมณ์ เช่นคนพูดกำลังพูดเรื่องที่ซีเรียสสำหรับตัวเขาหรือองค์กรเป็นอย่างมาก แต่คนที่ฟังปลอมจะไม่ตอบสนองต่อความรู้สึกของคนพูดเลย เพราะไม่ได้ฟังอยู่ หรือหากคนพูดกำลังพูดเรื่องที่โศกเศร้าหรือปล่อยมุขตลกออกไป สถานการณ์ก็จะแย่ลงทันที และสิ่งที่คนที่ฟังปลอมทำบ่อยที่สุด คือเมื่อคนพูดเว้นวรรคแล้วคนฟังกลับเปลี่ยนเรื่องพูดไปเป็นเรื่องอื่น เป็นสิ่งที่เราน่าจะต้องเคยโดนกันทุกคน

สาเหตุของปัญหาในการฟัง

  1. คนฟังไม่มีสมาธิ เพราะไม่สนใจ หรือมีเรื่องอื่นที่กำลังครุ่นคิดอยู่ในใจ
  2. คนฟังกำลังรอจังหวะที่ตัวเองจะพูดหรือเถียงต่อไป
  3. ความเชื่อว่าการฟังเป็นธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรงทำอะไรเป็นพิเศษ
  4. ความเชื่อว่าเราสามารถเข้าใจความคิดผู้อื่นได้ โอกาสที่จะเข้าใจผิดมีน้อย
  5. การขาดทักษะในการฟังจริงๆ
เราจะเป็นผู้ฟังที่ดี เมื่อเราสนใจเรื่องที่เขาพูด เปิดใจรับฟังก่อนในยามที่กำลังเป็นผู้ฟังไม่ใช่ผู้พูด เรารู้ว่าเราต้องใช้ความพยายามเป็นพิเศษ เพื่อที่จะเข้าใจความคิดผู้อื่น เพราะเรากลัวที่จะเข้าใจผิด เราจึงใช้เครื่องมือในการโต้ตอบที่เหมาะสมตลอดเวลาที่เป็นผู้ฟัง

วัตถุประสงค์ในการฟัง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ในทุกโอกาส เราฟังเพื่อรับข้อมูล 2 อย่าง
  1. เนื้อหา
  2. อารมณ์ (หรือน้ำหนัก) ของเนื้อหา
การฟังแต่ไม่ได้ยินหรือฟังปลอมเป็นการฟังโดยไม่ได้เนื้อหา หรือได้ไม่เต็มร้อย แต่หากเราฟังแล้วได้แต่เนื้อหา (content-only response) เราจะขาดข้อมูลสำคัญไปส่วนหนึ่ง แม้ในการสนทนาทางเทคนิค น้ำเสียงและสีหน้าเมื่อคนพูดเล่าอะไรสักอย่าง อาจจะหมายความว่าเขาแนะนำให้ทำแบบนั้น หรือเขาอาจกำลังประชดว่านี่เป็นวิธีที่ผิด แต่หากเป็นการสนทนาในชีวิตส่วนตัว อารมณ์ของเนื้อหา อาจจะมีความหมายกว่าตัวเนื้อหาเสียด้วยซ้ำ บ่อยครั้งที่ความสัมพันธ์เกิดปัญหา ทั้งที่เราจะเข้าใจว่าคนพูดต้องการให้ทำอะไร แต่ไม่เข้าใจว่าเขาอยากให้ทำมันแค่ไหน หรือทำไม

เป็นประเด็นที่หลายคนไม่เข้าใจ การฟังแล้วรับรู้อารมณ์ของเนื้อหาด้วยเป็นอย่างไร? เหมือนเด็กที่กำลังฟังนิทาน ลองนึกถึงเวลาที่เราดูหนังแล้วรู้สึกดีใจเสียใจหรือเจ็บไปพร้อมกับตัวละครเอก เวลาฟังจริงๆ เราจะรู้สึกได้ถึงสิ่งที่คนพูดรู้สึกขณะพูดประโยคเหล่านั้นออกมา เมื่อเราเข้าใจว่าเวลาฟัง ต้องให้ได้ทั้งเนื้อหา และอารมณ์ เป็นวัตถุประสงค์ เป็นเป้าหมายที่จะต้องได้รับในการฟังแต่ละครั้ง การฟังก็จะได้ผลมากขึ้น สร้างปัญหาน้อยลง รวมทั้งเป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจมากขึ้นด้วย

การโต้ตอบ

การฟังจริงๆ ก็คือการตั้งใจฟังแบบเปิดรับทุกอย่าง ไม่ใช่รอว่าจะมีจังหวะพูดเมื่อไหร่ ไม่ใช่ฟังว่าจะมีประเด็นไหนให้เถียง แต่การตั้งใจฟังนิ่งๆ ก็แย่ไม่น้อยไปกว่าการฟังปลอม ลองนึกดูเวลาเราเล่าเรื่องให้คนฟังที่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เลย ไม่นานเราก็จะต้องหยุดพูดไปเองอย่างหัวเสีย สถานการณ์แบบนี้จะเกิดได้ง่ายมากเวลาคุยโทรศัพท์ หรือการประชุมทางไกลโดยไม่เห็นหน้า ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันได้ง่าย

ดังนั้นการฟังจริงๆ จึงต้องฟังอย่างแอคทีฟเสมอ คือคนฟังจะต้องไม่ฟังอยู่เฉยๆ แต่ต้องมีการโต้ตอบด้วยเครื่องมือเหล่านี้ในจังหวะที่เหมาะสม

รับรู้

เช่นพยักหน้าเวลาเห็นด้วย ส่ายหน้าเพื่อตอบปฏิเสธ ส่งเสียงอือ อืม หึ หรือพูดว่า ใช่ ไม่ เหรอ จริงอะ ดี แล้วไง โอเค หรือการแสดงสีหน้าท่าทางที่เหมาะสมกับจังหวะ

ทวนคำพูด

ในกรณีที่เป็นข้อมูลสำคัญที่ผิดพลาดไม่ได้ การทวนคำพูดเป็นวิธีที่ทำให้คนฟังจำได้มากขึ้นด้วย ทำให้คนพูดรู้ว่าคนฟังได้ยินถูกต้องด้วย และหากมีความผิดพลาดคนพูดก็จะแก้ไขได้ทันที เช่น คนพูด: "เสร็จงานแล้วไปเจอกันที่ธรรมศาสตร์รังสิต" คนฟัง: "ธรรมศาสตร์รังสิตนะ"

คอนเฟิร์มความรู้สึก

เมื่อคนพูดได้พูดในสิ่งที่เต็มไปด้วยความรู้สึก ซึ่งเราจะรู้สึกได้ในใจเราขณะนั้น เป็นเรื่องดีที่คนฟังจะแสดงออกเพื่อยืนยันความรู้สึกนั้นออกมา เพราะจะทำให้คนพูดรู้สึกดีมากที่คนฟังเข้าใจความรู้สึกของเขา ในทางตรงข้าม มีโอกาสที่คนฟังจะเข้าใจอารมณ์คนพูดผิดไปเป็นอย่างอื่น หรือผิดไปชนิดตรงข้ามเลยก็ได้ ดังนั้นแบบเดียวกับการทวนคำพูด คนฟังควรจะคอนเฟิร์มความรู้สึกออกไปเพื่อให้มั่นใจว่าเข้าใจตรงกัน เช่น " แย่เลยซิ", "เป็นใครก็ต้องโกรธนะ"

สรุปความเข้าใจ

เมื่อฟังแล้วทำความเข้าใจเนื้อหาแล้ว จะรู้ได้ไงว่าที่เราเข้าใจนั้นตรงกับที่คนพูดต้องการจะสื่อ? เครื่องมือที่ดีที่สุดคือการสรุปความเข้าใจด้วยคำพูดของเราเองออกไป การโต้ตอบแบบนี้ทำให้คนพูดรู้ได้ทันทีว่าคนฟังเข้าใจจริงๆ หรือหากเข้าใจผิดตรงไหน คนพูดก็สามารถแก้ไขได้ทันที เช่น คนพูด: "ไปติดตั้งเครื่องอย่าลืมเอาของขวัญปีใหม่ไปให้ผู้จัดการของเขา ที่ชื่อคุณสมเกียรติ์ด้วยนะ เขาเป็นลูกค้าเรามาหลายปี" คนฟัง: "ครับ วันนั้นผมจะเตรียมของขวัญไปให้คุณสมเกียรติ์ด้วย"

ถามไปข้างหน้า

เวลาฟังแล้วสงสัย คนฟังสามารถถามคำถามเพื่อให้คนพูดอธิบายให้กระจ่างขึ้นได้ และการโต้ตอบที่ดีที่สุดคือการถามไปข้างหน้า เมื่อเราทำความเข้าใจประเด็นของผู้พูดดีแล้ว และเกิดความสงสัยที่ต่อเนื่องจากความเข้าใจนั้น เราสามารถถามคำถามนั้นออกไปเลย สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้พูดคือความรับรู้ว่าคนฟังจะต้องเข้าใจประเด็นนั้นจริงๆ หรือหากไม่เข้าใจประเด็นไหนก็สามารถวิเคราะห์ได้จากคำถามนั้น บ่อยครั้งที่คนพูดจะพบว่าคำถามของคนฟังเป็นสิ่งที่เขาควรจะพูดหรือลืมพูด บางครั้งคนพูดอาจจะอดไม่ได้ที่จะเปรยออกมาว่า "เป็นคำถามที่ดี"

ตัวอย่างการสนทนา

คนพูด: วันนี้ไปพบลูกค้ามา เขาไม่ค่อยพอใจผลงานของเราเท่าไหร่ ต่อว่าบริษัทเราอยู่ตั้งนาน พี่ก็ฟังไปครับๆ เพราะไม่รู้รายละเอียดของงานชิ้นนี้เท่าไหร่
คนฟัง: เครียดเลยซิพี่
คนพูด: ใครบอก ไม่เลย เขาอุตสาห์วิจารณ์บริษัทเราให้เราฟังตรงๆ ได้ไอเดียมาปรับปรุงเยอะแยะ
คนฟัง: ดีจัง
คนพูด: ใช่ ต่อไปจะได้ไม่เกิดปัญหาอีกไง อย่างแรกต้องสัมภาษณ์ลูกค้าตอนจบโปรเจคเสมอ จะได้รู้ปัญหาทุกครั้งที่มีปัญหา ไม่ใช่ให้เขาไม่พอใจแล้วไปโพนทะนากับคนอื่น จะได้ขอโทษเขาด้วยไง
คนฟัง: สัมภาษณ์ลูกค้าตอนจบโปรเจค... อื้อ
คนพูด: แล้วก็ให้ลูกค้าประเมินความพอใจโปรเจคแมเนเจอร์ด้วย แล้วเอาคะแนนเนี้ยมารวมกับคะแนนประเมินภายในบริษัท อย่างนี้โปรเจคแมเนเจอร์มันต้องแคร์ความสัมพันธ์ของลูกค้าด้วย คราวนี้ระหว่างทำงาน โปรเจคแมเนเจอร์ก็ต้องโพสต์สถานะของโปรเจคในกรุ๊ป พอมีปัญหาทุกคนจะได้ช่วยแก้ไขตั้งแต่แรก ไม่ใช่งุบงิบทำกันไปจนลูกค้าได้รับผลกระทบ สามข้อนี่แหละ พี่ว่าจะให้เริ่มทำกันก่อนเลย
คนฟัง: จบโปรเจคต้องสัมภาษณ์ลูกค้าก่อน แล้วให้ประเมินโปรเจคแมเนเจอร์ด้วย แล้วระหว่างทำต้องโพสต์สถานะเสมอ
คนพูด: ไม่ใช่โพสต์สถานะในเฟซบุ้คนะ ต้องโพสต์ในกรุ๊ปจะได้ไม่มีคนอื่นเห็น
คนฟัง: ครับ แล้วงี้ โปรเจคแมเนเจอร์จะไม่เมคคะแนนให้ตัวเองเหรอ
คนพูด: เป็นคำถามที่ดีมาก เราก็ต้องให้ผู้จัดการเป็นคนสัมภาษณ์ลูกค้าไง
...

การฟังเป็นสิ่งที่สำคัญพอๆ กับการพูด แม้ว่าน้อยคนจะมีปัญหาในการพูด แต่มีคนจำนวนมากที่มีปัญหาในการฟัง การฟังเพื่อให้ได้ทั้งเนื้อหาและอารมณ์ ประกอบกับการใช้เครื่องมือโต้ตอบที่เหมาะสม จะช่วยขจัดปัญหาในการสื่อสาร ทั้งในความสัมพันธ์ส่วนตัว ในงาน และในธุรกิจ

ky_olsen

20 มิถุนายน 2555

มุมมองพุทธแบบมหายาน

พุทธแบบมหายานนอกจากจะแพร่หลายในเอเซียตะวันออกแล้ว ยังเติบโตอย่างรวดเร็วในโลกตะวันตก ที่เรามักรู้สึกว่าฝรั่งสนใจศาสนาพุทธกันมาก ใช่ แต่เป็นศาสนาพุทธแบบมหายาน

กล่าวโดยรวบรัดมหายานต่างจากเถรวาทตรงที่มีอุดมคติคือการเป็นพระโพธิสัตว์ และมีคัมภีร์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากที่ทั้งเถรวาทและมหายานยอมรับตรงกันคือพระไตรปิฎก ยิ่งกว่านั้นมหายานบางสายจะยอมรับคัมภีร์รุ่นใหม่มากกว่าพระไตรปิฎก เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า มหายานได้ละทิ้งการปฏิบัติธรรมไป แล้วหันมาใช้การไคร่ครวญทางปรัชญา หรือการสวนมนต์ขอพรจากพระโพธิสัตว์แทน กระทั่งเกิดมหายานสายปฏิบัติคือเซน น่าจะเป็นอารมณ์แบบเดียวกับที่เถรวาทได้ทิ้งการปฏิบัติธรรมไป แล้วเกิดสายปฏิบัติฟื้นคืนกลับขึ้นมาในศตวรรษ์นี้ของไทย


ท่านพุทธทาสได้ช่วยให้พวกเราสามารถเชื่อมโยงภูมิปัญญาของเซนเข้ามาในวิถีปฏิบัติ จนเรารู้สึกกลมกลืนไม่ว่าจะฟังคำสอนของท่านติช นัท ฮันห์ (เซน) หรือองค์ดาไลลามะ (วัชรญาณ) ตั้งแต่เด็กจนโต ผมเคยนึกว่ามหายานก็คือมหายาน เหมือนเถรวาทจะสายไหนก็มีอุดมคติเดียวกันคือการชนะทุกข์ แต่เมื่อสังเกตดูจริงๆ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น


ตัวอย่างใกล้ตัวที่สุด เนื่องจากผมเป็นลูกครึ่งจีน จึงมีพิธีกรรมไหว้ต่างๆ ตามเทศกาล ทางฝั่งครอบครัวภรรยาผมเป็นจีนแท้ๆ ยิ่งมีพิธีกรรมมากขึ้นไปอีกเรียกว่าเป็นทุกอย่างในชีวิต แล้วก็มีศาลเจ้าซึ่งก็ไม่เหมือนวัดไทย ซึ่งก็เห็นเขาสวดมนต์กัน คำถามคือเขาสวดอะไร เมื่อค้นดูจึงพบว่าคนจีนจะนับถือมหายานนิยายสุขาวดี ซึ่งมีวิธีลัดตรงสู่การเป็นพระโพธิสัตว์ โดยการสวนมนต์ (พูดถึงชื่อ) พระอมิตาภพุทธะ และพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (เจ้าแม่กวนอิม) เมื่อมีทุกข์เดือดร้อน


ดังนั้นมหายานแบบสุขาวดีจะเหมือนพุทธกระแสหลักของไทยมากกว่า ซึ่งมีอุดมคติที่ต่างจากเถรวาทที่จะต้องชนะทุกข์ด้วยตนเอง เห็นแบบนี้แล้วผมจึงคิดว่ามหายานสายอื่นก็น่าจะมีความแตกต่างในอุดมคติกับเถรวาทบ้างเหมือนกัน ยกเว้นเซนซึ่งเป็นมหายานหัวก้าวหน้าที่ฟื้นฟูการปฏิบัติธรรมขึ้นมา ดังที่เราจะรู้สึกได้ว่าเราสามารถทำตามคำสอนของท่านติช นัท ฮันห์ เช่นการกินส้มเพื่อกินส้ม ได้โดยไม่ขัดเขิน ในทางกลับกัน เมื่อฟังองค์ดาไลลามะพูดในเรื่องที่เหนือไปกว่าจริยธรรมแล้ว เราอาจพบว่านำมาใส่ในวิธีคิดแบบเถรวาทไม่ได้ ต้องมองในมุมมองแบบมหายานเท่านั้น ที่ผมเพิ่งดูจากสารคดี The Buddha ของ PBS มีเคสแบบนี้บ้างเหมือนกัน


YouTube #1:
Desire must be there. Without desire, how can we lead our live.
YouTube #2:
(พระญาติที่สู้รบกัน) Hundred of them killed. So that day, Buddha was sad. Buddha is a human being. So he acted like a human being.